ฮ่า~ หลังห่างหายไปนาน กลับมาอีกทีก็ใกล้เทศกาลตรุษจีนและวาเลนไทน์แล้วสินะ ไวเหมือนโกหกจริงๆ ช่วงนี้อากาศก็เริ่มร้อนแล้ว (จริงๆัมันร้อนมานานแล้วล่ะ แต่มันทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆตามกระแสโลกร้อนก็เท่านั้นเอง)

            วันนี้นึกของดีมาแนะนำทุกท่าน เนื่องจากเห็นว่าใกล้เทศกาลละลายทรัพย์กับงาน 10 วันในกองภูเขาหนังสือที่ศูนย์สิริกิตติ์อีกแล้ว เลยกะขอเขียนซะหน่อยน่ะ คันไม้คันมือมานานที เหอๆ

 

 


 

     

           สมัยที่แป้ง(และเชื่อว่าอีกหลายๆท่าน รวมถึงเด็กยุคปัจจุบัน)ยังเด็ก ยังมีหน้าที่ในการเรียน (จะเรียนเพื่อใฝ่รู้ หรือเรียนเพื่อวัตถุประสงค์อื่นก็ตามแต่) เชือว่าหลายท่านคงต้องประสบปัญหามาบ้าง ไม่มากก็น้อย กรณีนี้ ขอเอาตัวข้าพเจ้าให้เป็น Case study เพื่อให้ง่ายต่อการเห็นภาพแทนแล้วกันนะคะ

 

          โดยปกติแล้วแป้งเป็นคนเรียนหนังสือหรือรับสิ่งใหม่ๆได้ค่อนข้างช้าและใช้เวลานานในการทำความเข้าใจพอสมควร พูดง่ายๆก็คือเป็นพวกเข้าใจอะไรๆยากนั่นแหล่ะ (ไม่ใช่แค่เรื่องวิชาการอย่างเดียวนะ แม้แต่เรื่องอื่นๆในชีวิตประจำวันก็เหมือนกัน) จึงมักมีปัญหาในการทำความเข้าใจในบทเรียนและตามเพื่อนๆไม่ค่อยทันเสมอ ยิ่งเวลาสอบกระชั้นชิดเข้ามาแล้ว "ไอ้นู่นก็ยังไม่เ้ข้าใจ ไอ้นี่ก็ยังไม่รู้เรื่อง " ตายแน่ๆ   มีแต่คำๆนี้ในใจ เราต้องพยายามอย่างหนักในการต่อสู้กับมันมากกว่าคนอื่นหลายเท่า ซึ่งบางที แม้จะพยายามแทบตายจนแม้แต่เพื่อนก็เห็นว่าเราตั้งใจทำเต็มที่แล้ว แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาฉไหนถึงไม่เป็นที่น่าพอใจนัก 

 

          ในใจคงต้องมีคำถามกับตัวเองบ้างล่ะ " ทำไมมันเป็นแบบนี้ล่ะ? เพราะอะไร ทั้งๆที่เราพยายามมากกว่าคนอื่นแล้วแท้ๆ?" หนักหน่อยบางคนก็พาดพิงไปโน่นเลย " เฮ้อ ลงอีหร็อบนี้ก็คงเพราะดวงหรือชะตาเรามันไม่ดีเองแหล่ะ " (ว่าไปนั่นน่ะท่าน=_='')

 

          อยากแนะว่าก่อนที่จะเริ่มโบ้ยหรือพาลไปลงว่าเป็นเพราะอย่างนู้นอย่างนี้ เป็นความบกพร่องอย่างอื่น บลาๆๆ แล้วแต่ท่านจะหาทางระบายเพื่อความสบายใจ ข้าพเจ้าอยากให้เราลอง

 

หันมา "พิจารณาตัวเอง อย่างถ่องแท้" กันก่อนดีกว่าไหม??
 
 

 

           จริงอยู่่ว่าเราทำเต็มที่แล้ว แม้ผลออกมามันไม่ทำให้เราสมหวัง แต่ก็ควรจะนึกกลับกันว่า "ไอ้วิธีการที่เราใช้อยู่เนี่ย มันถูกต้องถูกทางหรือเปล่า??" เช่น อ่านหนังสือมันแทบเป็นแทบตาย วันละ 5-7 ชม ไม่หลับไม่นอนกลางคืน (สุดท้ายก็ไปตายคาโต๊ะในห้องเรียน   โดนอาจารย์ด่าตัดจิตพิสัยเป็นของแถมอีก) ใช้หลัก "อึด ถึก ตะบี้ตะบันอ่านเข้าไว้เดี๋ยวมันก็ได้เอง " ไอ้หลักการที่คิดแบบนี้ อยากถามว่า " มันได้ผลแน่หรือ?? "     ข้าพเจ้าตอบแทนได้เลยว่า "ไม่ได้หรอก" ทำไมน่ะหรือ ก็เพราะวิธีนี้ ช่วงชีวิตหนึ่งที่ข้าพเจ้าผ่านเวลาเอนท์ฯมาแล้ว ก็ทำแบบนั้นอยู่น่ะสิ

 

         น้องๆหลายคนที่เคยเข้าไปอ่านบทความในเวปเด็กดีของข้าพเจ้าเรื่อง "เตรียมตัวเอนท์อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด" คงพอจะทราบมาบ้างว่าข้าพเจ้านั้น เวลาช่วงวัยรุ่นในม ปลาย หมดไปกับการเรียนพิเศษแทบจะทุกวิชา (ยกเว้นสังคมที่อ่านเอง) แทบไม่มีเวลาพัก วันๆเอาแต่นั่งทำข้อสอบเก่าๆย้อนหลังไปสิบกว่าปีเป็นสิบๆรอบ แต่คะแนนเอนท์ที่ออกมากลับได้น้อยจนแทบจะล้มทั้งยืน ปัจจุบันนี้บางคราข้าพเจ้าก็ยังเป็นแบบนั้น แม้ว่าจะปรับเปลี่ยนวิธีการเอาตัวรอดไปบ้างแล้วก็เถอะ

 

 

            ดังนั้น เอนทรี่นี้จึงอยากเอาของดีมาฝากทุกๆคนที่กำลังต้องเผชิญกับการสอบอยู่ (ไม่ว่าจะเป็นการสอบอะไรหรือระดับชั้นไหนๆก็ตาม) เพราะสิ่งเหล่านี้ผ่านการกรั่นกรองระดับหนึ่งจากข้าพเจ้าที่ได้ดูมาแล้วและเห็นว่าดี มีประโยชน์มากๆ ซึ่งส่วนตัวแ้ล้ว หลังนำเอาสิ่งที่ได้เจอมานี้ไปปรับใช้ นับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับคนที่รู้สึกว่า " ตัวเองยัง เรียนไม่เป็น เรียนไม่ถูกวิธี สับสนในกลวิธีกับการเรียบเรียงข้อมูลมหาศาลในสมองน้อยๆของเรา "  สิ่งที่ข้าพเจ้าจะแนะนำต่อไปนี้ คิดว่าช่วยได้ไม่มากก็น้อยล่ะนะ เอาล่ะ พล่ามมาเยอะแล้วไปดูกันเถอะ

 

 

 ปล สิ่งที่นำมาเสนอให้ดูเหล่านี้ ไม่ใช่เพื่อการค้าหรือโฆษณาแต่อย่างใด ข้าพเจ้าไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือรับผลประโยชน์ใดๆจากการเขียนเอนทรี่นี้นะจ๊ะ 

 

               ด้านล่างนี้เป็นเหล่าคัมภีร์ (เรียกคัมภีร์แทนหนังสือ เพราะส่วนตัวคิดว่าเป็นสิ่งที่มีค่าและช่วยหาทางออกให้คนที่กำลังมีทุกข์ได้น่ะ) ที่ข้าพเจ้ารวบรวมมาให้ทุกคนลองเลือกสรรค์กันไปดูนะจ๊ะ เริ่มเลยละกัน

 

 

 

สำนักพิมพ์ : อมรินทร์ HOW TO
ผู้แต่ง: ทันตแพทย์สม สุจีรา
ประเภท : จิตวิทยา

"ทางลัดการพัฒนา ฝึกฝน เรียนรู้ เพื่อให้เข้าใจและวิเคราะห์ข้อมูลได้เก่งขั้นเทพ ค้นพบจุดเด่น ดึงความสามารถพิเศษ
ออกมาใช้ได้อย่างสูงสุด ด้วยเทคนิคการอ่าน เทคนิคการสอบ เคล็ดลับการจำ รวมถึงการประยุกต์ธรรมะมาใช้ประกอบ การเรียน เทคนิคการเรียนวิชาเด่นๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์
"

 

            เล่มนี้ เห็นผู้แต่งแล้วคาดว่าหลายๆคนคงจะคุ้นมากๆ ในเล่มนี้รวบรวมวิธีต่างๆที่จะทำให้เราเริ่มเรียนเป็น ทำได้อย่างถูกวิธี สามารถเพิ่มศักยภาพให้ตัวเราเองได้ เริ่มมันตั้งแต่วิธีการเตรียมตัว การเรียน การอ่าน ทำอย่างไรถึงจะจำได้ดีและแม่นยำ ฯลฯ หากใครได้อ่านแล้วลองทำตาม มันมีประโยชน์มากๆเลยค่ะ

 

จำแม่น ไม่มีลืม : Learn to Remember (พิมพ์สี่สี)

จำแม่น ไม่มีลืม : Learn to Remember (พิมพ์สี่สี)
ISBN 9742129514
แปลโดย ปรีดา ยังสุขสถาพร : Dominic O Brien

 

" วิธีเสริมระบบความจำที่มีประสิทธิภาพ บนพื้นฐานของการสร้างจินตนาการและสร้างความเชื่อมโยง จากประสบการณ์และทักษะที่ไม่ธรรมดาของ โดมินิค โอไบรอัน ผู้ชนะเลิศการแข่งขันความจำโลกถึง 8 สมัย เรียนรู้เทคนิคการจดจำ การรักษาความจำ และการดึงความจำขึ้นมาใช้งาน ด้วยวิธีง่ายๆ ที่ทุกๆ คนสามารถปฏิบัติตามได้จริง "

 

          เล่มนี้ตอนแรกซื้อมานึกว่ามันจะมีเคล็ดอะไรที่สำคัญๆสำหรับเราซึ่งเป็นวิชาชีพที่ต้องอัดความรู้ไว้มากมาย แต่หลังจากอ่านไปอ่านมา มันรู้สึกว่าก็ดีระดับหนึ่ง แต่เทคนิกของเขา(ของฝรั่ง) ออกจะยุ่งยากและซับซ้อนกว่าเล่มบน อีกทั้งนอกจากเทคนิกช่วยจำแล้ว เล่มนี้จะอารัมภบทเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคก่อนคริสสักราชจนถึงปัจจุบัน ประมาณแนวๆหนังสือประวัติศาสตร์ว่ามนุษย์ตั้งแต่โบราณกาลมาเขาใช้วิธีช่วยจำกันอย่างไรเพราะสมัยก่อนน้น หนังสือก็ไม่มี เครื่องอัดเสียงก็ไม่มี ได้แต่ต้องทำตัวเป็นพหูสูต แต่เทคนิกของเขาบางอย่าง ก็สามารถนำมาใช้ได้เหมือนกันนะ

 

ความลับของสมอง เรียนอย่างไรให้สมองมีความสุข

ความลับของสมอง เรียนอย่างไรให้สมองมีความสุข
ISBN 9744433985
แปลโดย ดร.บัณฑิต โรจน์อารยานนท์ : Kenichiro Mogi

"37 วิธีเรียนรู้ เพื่อเปลี่ยนสมองธรรมดาๆ ให้เป็นสมองอัจฉริยะ ที่จะเป็นทั้งการฝึกฝนและเคี่ยวกรำสมองให้แข็งแกร่ง พร้อมเผชิญการเรียนรู้ทุกรูปแบบ ทุกวิธีตั้งอยู่บนการเรียนที่ทำให้สมองมีความสุข กระตุ้นให้อยากเรียนรู้ซ้ำ เป็นวงจรการ
เรียนรู้อย่างมีความสุข ช่วยบ่มเพาะนิสัยการเรียนรู้ตลอดชีวิต จนคุณกลายเป็นคนเก่งที่คุณอยากเป็น โดยไม่รู้ตัว!
"

 

           เล่มนี้ออกจะอ่านเข้าใจง่ายกว่าเล่มที่สองหน่อย คราวนี้ผู้แต่งเป็นชาวญี่ปุ่น แนวคิดและวิธีเลยค่อนข้างต่างจากคนฝรั่งเขาทำ้บ้าง แต่หากมองลึกๆแล้ว มันก็มีรากฐานเดียวกันน่ะล่ะนะ 

 

สอบได้ไม่ต้องรอโชคช่วยด้วยสูตร 5-7-3-5

สอบได้ไม่ต้องรอโชคช่วยด้วยสูตร 5-7-3-5
ISBN 6169034612
เขียนโดย อาจารย์อู๋

 

          เล่มนี้แป้งไม่ได้ซื้อ แต่ยืนดูผ่านๆเอาจากในร้าน ตอนแรกเห็นชื่อหนังสือก็สะดุดตานะ แต่เนื้อหาด้านในนั้นสำหรับแป้งแล้วเฉยๆนะ  ถ้าเทียบกับ 3 บนเล่มแรกแล้ว คือเนื้อหาด้านในก็พูดถึงเทคนิกง่ายๆตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมตัวสอบก่อนหน้าหลายเดือน ไล่มาจนถึงวันสุดท้ายก่อนสอบว่าต้องทำยังไงบ้าง ซึ่งก็เป็นอะไรๆที่สามัญสำนึกเรารู้กันอยู่แล้วทุกคน (หรือเปล่า? ถ้าบางคนยังไม่รู้หรือรู้แล้วแต่ไม่ทำ ก็ขออภัยด้วย)  เลยคิดว่าลองไปดูคร่าวๆแต่ไม่ต้องซื้อมาก็ได้ค่ะ ไม่คุ้มนะเราว่า  แต่เล่มนี้แนะนำให้คุณผู้ปกครองนำไปให้ลูกหลายชั้นประถมหรือม ต้นอ่านก็ดีนะคะ เพราะเนื้อหาอ่านเข้าใจง่าย ไม่ลึกและซับซ้อนจนเข้าใจยากเกินไปนัก

 

เรียนไม่เก่ง แค่รู้เคล็ด ก็สอบติดมหาลัยแล้วเพื่อน

เรียนไม่เก่ง แค่รู้เคล็ด ก็สอบติดมหาลัยแล้วเพื่อน
ISBN 6165090520
เขียนโดย อชิรญา

 

               >> เล่มนี้เหมือนเพิ่งออกใหม่ เลยยังไม่ได้ไปรีวิว อีกอย่างเนื้อหาเป็นเรื่องเตรียมตัวเอนท์ฯ แต่ข้าพเจ้าผ่านการเอนท์มา 6 ปีแล้ว ฉะนั้น ให้น้องๆลองไปอ่านเองจะดีกว่านะ ได้เรื่องว่าไงมาเล่าสู่กันฟังด้วยนะจ๊ะ^^

 

          

           นอกจากนี้ก็ยังมีหนังสือสาระดีๆสำหรับเด็กหรือคนเตรียมสอบ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ "แนวอาหารการกินเสริมสร้างพลังสมอง บำรุงสมอง" หรือเคล็ดลับการเรียนดี อื่นๆของสนพ ที่มี (แต่ไม่ได้เอามาลงให้ดูเพราะสแกนเจ๊งบวกหาในเวปไม่เจอ) ก็อยากให้ลองเอามาปรับใช้กับตัวเองดูนะ โดยเฉพาะคนที่ใกล้จะ Admisiion แล้วถ้าว่างๆแต่ยังเครียดๆอยู่ ลองเอามาเปิดผ่านๆเผื่อจะได้ไอเดียบรรเจิดดีๆเตรียมแผนสู้ศึกก่อนออกรบก็ได้นะ  นอกจากเรื่องอาหารการกินแล้ว การเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อม ไม่ให้เจ็บป่วยช่วงสอบก็สำคัญนะคะ กินให้อิ่ม นอนให้หลับเพียงพอ แค่นี้ก็ฟิตเกินร้อยแล้วล่ะ

 

 

 
 
สอบเสร็จแล้ว เครียร์เรื่องวุ่นๆในชีวิตได้แล้ว หาความสุขใส่ตัวด้วยการไปเที่ยวบ้างนะจ๊ะ จะได้เป็นการผ่อนคลายชาร์ตพลังไว้สู้ศึกหน้าที่รออยู่ต่อๆไปจ้ะ
 
ขอให้ทุกท่านโชคดีมีสุขนะจ๊ะ
 


 

 

 

 

 

      

 

           ไม่รู้จะสายไปไหมหากอยากเอ่ยบอกทุกๆคนว่า "สวัสดีปีใหม่จ้้า" (แม้จะ lated มาตั้ง 14 วันแล้วก็เหอะนะ) ก็ขอบคุณเพื่อนๆน้องๆพี่ๆทุกท่านที่ส่งมาให้ทั้งการ์ดและ Gift presents นะคะ ดีใจมากจ้า ขอให้ทุกๆท่านมีแต่ความสุข สุขภาพแข็งแรง คิดสิ่งใดสมปรารถนาในปีเสือนี้นะจ๊ะ

 

                ปีที่ผ่านมาเนื่องจากมีแต่เรื่องหนักๆชวนปวดกบาลไม่สิ้นซาก ทำเอาชีวิตจิตตกๆหล่นๆไปหลายวูบเหมือนกัน แต่อย่างน้อยตอนนี้ดีที่ข้าพเจ้าสามารถยืนได้ค่อนข้างเสถียรแล้วเลยมีแรงมาอัพบลอคต่อไปล่ะจ้า

 

 


 

 

                 เรื่องวุ่นวายทั้งหลายไม่รู้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่ข้าพเจ้าเริ่มย่างใกล้วัยเบญจเพสหรือเปล่า (เหตุร้ายๆส่วนใหญ่ที่โหมประดังเข้ามาในชีวิตมันเข้ามาช่วงปลาย 24 จนเลย 25 ไปหน่อยๆแล้ว) มีเรื่องเคยเล่าสืบต่อๆกันมา จริงเท็จหรือไม่ไม่อาจทราบ แต่เป็นความเชื่อมาแต่โบราณแล้วที่ได้ฟังมาจากผู้หลักผู้ใหญ่ ยามใดคนๆหนึ่งย่างเข้าสู่เบญจเพสแล้ว

 

 

 

 

                     ตอนแรกก็เคยสงสัยว่าทำไมคนส่วนใหญ่มักกลัวกันจังหากตนเองเิริ่มเข้าสู่วัยนี้ บ้างบอกมักเกิดแต่เรื่องร้ายๆจนอาจถึงขั้นเสียชีวิต บ้างก็บอกว่ามันเป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ(สัจธรรมอย่างหนึ่งของมนุษย์)ที่ต้องประสบ แต่ไอ้เราก็ไม่ค่อยอยากเชื่อเลยลองไปค้นๆดู ได้มาดังนี้ล่ะนะ

 

                 คำว่า “เบญจเพส” ควรสะกดด้วย ส.เสือครับ มาจากคำว่า “เบญจะ ปัญจะ” คือ ห้า กับคำว่า “วีส วีสะ หรือ วีสติ” คือ ยี่สิบ ตรงกับภาษาบาลีว่า ปญจวีส ปญจ คือ เบญจะ วีส แผลงเป็นเพส เมื่อมาใช้ในภาษาไทยนิยมเขียน เบญจเพส หมายถึง ยี่สิบห้า ซึ่งคนไทยถือว่าเมื่อถึงอายุ 25 ปี ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะช่วงนี้เองที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่ออาจเจริญหรือเสื่อมก็ได้

 

ตำนานเเละความเชื่อ

            เคยมีคนกล่าวไว้ว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้นเมื่อบรรลุพระชนมายุ 25 พรรษาได้ทรงประกอบพระราชกิจอันสำคัญคือ ทรงตามพระยาจีนจันตุราชศัตรู สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเมื่องคราวเบญจเพส ทรงระมัดระวังเป็นพิเศษถึงกับโปรดให้แต่งเรื่องเพื่อเล่นในหนังใหญ่ฉลอง เมื่อมีพระชนม์ในเกณฑ์เบญจพเพสนั่นเอง และเสด็จขึ้นเสวยราชเมื่อวันพฤหัสบดี แรม 2 ค่ำ เดือน 12 ปีวอก พ.ศ. 2199

 

            ว่าถึงในทางวรรณคดีที่เป็นหลักฐาน พลายแก้วก็เคยได้รับคำทำนายว่า เมื่อวัยเบญจเพสจะได้รับความลำบากยากเข็ญ สมภารวัดแคทายเณรแก้วไว้ว่า " เมื่ออายุยี่สิบห้าเบญจเพสจะมีเหตุด้วยเคราะห์เข้ามาถึง ต้องจำโซ่ตรวนเขาตราตรึง อายุถึงสี่สิบถึงจะได้ดี" เรื่องก็เป็นจริงทุกวันนี้เรากำลังประสบปัญหาวัยรุ่นกันอยู่ ถ้าพิจารณาดูให้ดี วัยรุ่นก็อยู่ใกล้เคียงกับเพญจเพสนั่นเอง ในปัจจุบันจะนับวัยรุ่นถึงอายุเท่าใดไม่ทราบแน่ แต่สมัยโบราณท่านแบ่งว่า ปฐมวัยอยู่ระหว่าง 25 ปี

 

             วัย 25 ปีนี้ คติข้างพราหมณ์ซอยออกไปว่า 1-8 เป็นวัยกุมาร แปลว่าวัยเดิน 9-16 ว่าเป็นวัยทารกวัย แปลว่าวัยรุ่น และวัย 16-25 ว่าเป็นวัยมาณพ คือวัยหนุ่ม ว่าที่จริงสมัยนี้คนอายุ 25 ดูยังไม่เป็นผู้ใหญ่นัก ฉะนั้นน่าจะอนุโลมเปรียบเทียบได้ว่าวัยเบญจเพสสมัยโบราณก็คือวัยรุ่นตามความ เข้าใจในปัจจุบันนี่เอง

 


 

 

              คนวัยเบญจเพสย่อมมีอารณ์ร้อน วู่วาม ขาดความยั้งคิด ถ้าทำอะไรทางดีก็เด่นไปเลย แต่งตรงกันข้ามหากวู่วามไปในทางที่ผิดก็หมายความว่าชีวิตจะไม่ราบรื่น เมื่อไม่ราบรื่นเสียแต่วัย 25 ปี อันเป็นปฐมวัยแล้ว ก็เป็นที่หวังได้ยากว่าจะกลับตัวได้ในมัชฌิมวัยและปัจฉิมวัย

 

              อายันโฆษะ เขียนเรื่องเบญจพเพสไว้ในหนังสือ ดาบศักดิ์เหล็กน้ำพี้ ตอนหนึ่งมีความน่าศึกษาอยู่ไม่น้อย " เมื่อข้าพเจ้ายังเล็กๆ อยู่เคยได้ยินเคยได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่กล่าวว่าถ้าผู้ใดเกิดมาเป็นเพศชายอันมี รูปสมบัติตกแต่งมาสู่มนุษยโลกแล้ว ย่อมจะต้องผ่านโชคและเคราะห์ซึ่งเป็นส่วนดีกับส่วนร้ายอย่างแรงกล้า ในเมื่ออายุครบ 25 ปีบริบูรณ์นั้นครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นภาษาของคัมภีร์พฤฒิศาสตร์เรียกว่า "ต้องเบญจเพส" ดังได้ชี้แจงของเพส 5 ไว้ดังนี้คือ

 

            1 เทวะ 2 มนุษย์ 3 เดรัจฉาน 4 เปรต 5 อสุรกาย ผี  ใครชะตาตกโชคเทวะ ท่านว่าผู้นั้นจักได้อิตถมนูญผล มีลาภและยศเป็นอำนาจวาสนา มีโชคมนุษย์ ท่านว่าดีชั่วปานกลางแล ถ้าเคราะห์ตกเดียระฉานทำนายว่า ผู้นั้นจะเสื่อมศรีอัปภาคย์ ต้องราชภัยไข้ป่วยถึงจองจำลำบาก หากว่าตกเคราะห์เปรต อายุจักถึงฆาตชะตาสูญ มีกายอันวิกลวิการแตกดับด้วยคมอาวุธมีหอก ดาบ เป็นต้น มาตรว่าตกเคราะห์อสุรกาย มีกายอันแกล้วกล้าปราศจากทวารทั้งหกกายสำแดงได้ด้วยอำนาจกรรมเลี้ยง มีความอดอยากทุพพลภาพต้องเข็ญใจเป็นไพร่ กระฎุมพี ให้เขาช่วงใช้ อนึ่ง อันว่โชค 2 และเคราห์ 3 นี่ บุรษผู้ต้องเบญจเพสจะเป็นไปในทางที่ดีและชั่วอย่างใด ท่านให้ทายลักษณะที่เป็นผลพิบัติและภัยพิการแก่เขาผู้นั้นเทอญดังนี้ จะเท็จจริงฉันใดก็ตามแต่ ผู้กล่าวจะนิทัศน์อุทาหรณ์ไว้เถิด"

 

            เรื่องนี่จะเป็นอย่างไรก็ตามทีในฐานะที่เรื่องเบญจเพสเป็น เรื่องของบรรพบุรุษของเรา เราต้องนับว่าท่านมีปัญญาวิเศษที่คอยกระตุ้นเตือนมิให้คนต้องเบญจเพสเป็นภัย เพราะท่านเตือนให้คนไม่ประมาทซึ่งก็ตรงตามคติพระพุทธศาสนานั่นเอง

 

 

 การทำบุญอายุเมื่อถึงวัยเบญจเพส

             การทำบุญอายุ มักนิยมทำกัน เมื่ออายุ 25 ปี ถือกันว่าตอนนี้เป็นตอนสำคัญ เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะย่างขึ้นสู่สภาวะผู้ใหญ่ ตั้งตนให้เป็นหลักเป็นฐาน ถ้าดีก็ดีกันในตอนนี้ ถ้าเอาดีไม่ได้ก็อาจจะเสียคน ด้วยเหตุนี้จึงมีการทำบุญเมื่ออายุ 25 ปี เพื่อส่งให้เจริญงอกงามต่อไป

 

              ต่อจากนั้นก็ทำเมื่ออายุ 50 หรือ 60 ปีอีกครั้งหนึ่ง เพราะถือกันว่าตอนนี้ อายุย่างเข้ากึ่งหนึ่งของศตวรรษแล้ว และเจริญมากถึงที่สุดแล้ว ต่อไปร่างกายก็มีแต่จะทรุดโทรมลงทุกวัน การทำบุญที่อายุปูนนี้ จึงเป็นการทำโดยไม่ประมาท ร่างกายเสื่อมลงไปๆ จึงควรทำบุญไว้ เพื่อเป็นประกัน ในเมื่อจวนจะหมดลมหายใจ จะได้นึกว่าทำดีไว้มากแล้ว ถึงตายก็ตายอย่างสงบ

 

                 อนึ่ง การทำบุญอายุนี้ บางทีทำกันเมื่อมีอายุครบ 2 รอบ 3 รอบ 4 รอบ ไปจนถึง 5 -6 รอบฯลฯ รอบหนึ่งมี 12 ปีถ้าบรรจบปีเกิดในรอบไหน ก็ทำในรอบนั้น วิธีปฏิบัติ อานิสงส์ผลดีหรือข้อเสนอแนะ เช่นเดียวกับการทำบุญวันเกิด

 

ทำบุญวันเกิดเบญจเพสต้องทำอย่างไร

  • 1. ตักบาตรพระสงฆ์เท่าอายุ หรือเกินอายุหรือกี่รูปก็ได้ตามสะดวก
  • 2. บำเพ็ญกุศลอุทิศแก่บรรพบุรุษ ที่เรียกว่า ทักษิณานุประทานก่อนแล้ว จึงบำเพ็ญกุศลเนื่องในวันเกิด
  • 3. ทำบุญ สวดมนต์ เลี้ยงพระ หรือมีพระธรรมเทศนาด้วย
  • 4. ถวายสังฆทาน
  • 5. ทำทานช่วยชีวิตสัตว์ เช่นปล่อยนก ปล่อยปลา ฯลฯ หรือส่งเงินไปบำรุงโรงพยาบาลหรือกิจกรรมด้านสังคมสงเคราะห์อื่นๆ
  • 6. รักษาศีลหรือบำเพ็ญภาวนา
  • 7. กราบขอรับพรจากพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หรือผู้ที่ตนเคารพนับถือ
  • 8. บำเพ็ญคุณประโยชน์อื่นๆ โดยมุ่งที่การให้ มากกว่า เป็นการรับ

ข้อมูลจาก

- http://www.rspg.org

- www.kapook.com

 

              ตอนแรกว่าจะหาเรื่องอื่นๆมาอัพด้วยแต่คงต้องขอติดไว้ก่อน ช่วงนี้ยังดูงานจะยังวุ่นๆ เลยอาจทำไม่ค่อยมีอารมณ์จะเขียนเท่าไหร่นัก ต้องขออภัยมาด้วยนะคะ  เจอกันเอนทรี่หน้าจ้ะ