น้องๆที่อยากเข้าหมอพระมงกุฏฯมาอ่านไว้ก็ดีนะ + แพทย์ทหาร (Medical CarDeT) กับการฝีกเสนารักษ์สนาม ณ ดินแดนจปร. วันที่ 2 +
posted on 13 Apr 2006 12:19 by aillinksก่อนอื่นเราอยากจะขอเอาบทความจากรุ่นพี่ของเราที่เขียนบทความเกี่ยวกับหมอทหาร ที่ลงอยู่ในเวปเด็กดีมาโพสต์เกริ่นก่อนนะคะ ว่าอย่างน้อย คนที่อาจจะงงว่าหมอกับหมอทหารที่มันต่างกันยังไง แล้วมีบทบาทในการทำหน้าที่ต่างกันมากน้อยแค่ไหน มาอ่านกันก่อนนะคะ (จริงๆเชื่อว่าหลายคนอาจได้อ่านบทความนี้กันแล้ว แต่สำหรับคนที่ยังก็ลองอ่านดูก่อนนะคะ เวลาเราพูดพร่ำเรื่อยเปื่อยเกี่ยวกับการฝึกทหาร จะได้ไม่งง)
บทความนี้อ้างอิงมาจาก http://my.dek-d.com/writer/story/view.php?id=54117
บทความนี้แต่งโดยrotto008@yahoo.comพี่โตโต้ครับ (สธ.89)
ก่อนอื่นขอให้น้องๆแยกหัวสมองออกเป็นสองส่วนก่อนนะครับ แล้วค่อยมองกันทีละอย่างนะ หมอกะหมอทหารเสร็จแล้วค่อยมาคิดกันนะครับว่าหนูจะเป็นอะไรดีหมอหรือหมอทหารหรือว่าอย่าไปเป็นมันเลยทั้งคู่
ก่อนอื่นเรามาดูทางด้านหมอก่อนดีก่า พี่เชื่อว่าคงมีหลายๆคนนะที่อยากเข้าหมอแต่ก่อนอื่นต้องถามใจตัวเองก่อนว่าที่อยากเข้าหมอน่ะเพราะอะไรหรอ.... ส่งคำตอบได้ละครับส่วนมากน่ะมักจะตอบแบบนางสาวไทยละสิ\"หนูอยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ค่ะ\"ชัวร์เลยอันนั้นมันก็ความคิดที่ดีครับน้องๆแต่ต้องดูว่ามันจริงแท้แค่ไหนเพราะพี่เห็นหลายคนตอนสัมภาษณ์ก็อยากช่วยเพื่อนมนุษย์แต่พอต้องออกต่างจังหวัดตอนใช้ทุนก็เลยเปลี่ยนใจมาช่วยตัวเองดีก่าหลายคนแล้วครับส่วนพี่น่ะเหรอ คุณตาพี่เป็นหมอจีน คุณพ่อพี่เป็นหมอเด็กแล้วก็เป็นอาจารย์แพทย์ด้วยพี่ก็เลยเข้าใจชีวิตหมอพอสมควรเพราะพี่ไปนอนโรงพยาบาลอยู่เวรกะพ่อหลายครั้งเลยเข้าใจชีวิตหมอแล้วพี่ก็รักในวิชาชีพนี้มากเลยทีเดียวแล้วใครจะรู้ล่ะว่าจะเปลี่ยนใจหรือไม่ หรือว่าท้อใจไม่อยากรักษาคนไข้แล้วก็ต้องมาดูก่อนว่าน้องจะรับชีวิตอันแสนจะรำเค็ญของนักเรียนแพทย์ได้หรือเปล่าพี่จะเล่าให้ฟังแล้วน้องจะซึ้ง....
อันดับแรกน้องก็ต้องเก็บตัวฝึกซ้อมฝีมือพร้อมกับอุทิศส่วนกุศลมากๆเพื่อจะได้มั่วข้อสอบเอ็นท์เอาให้มันติดหมอกะชาวบ้านเค้านี่คือความเซ็งอันดับ 1..
.. ต่อมาปีหนึ่งในรั้วมหาลัยน้องก็จะต้องเรียนbasic sci. หรือวิทยาศาสตร์นั่นแหละ ทั้ง bio-chem., microbio., physic, calaulus,และอีกมหาศาลราวๆ44-48หน่วยกิต ทั้งๆที่มหาลัยส่วนมากเค้าให้เรียนไม่เกิน 42 หน่วยแต่เราคือยอดมนุษย์เราต้องทำได้น้อง
..พอปีสองความแกร่งและอึดที่สั่งสมมาหนึ่งปีจะได้เริ่มเอามาใช้ซะที ปีสองน้องจะได้เรียนอะไรๆหลายอย่างที่เกี่ยวกะร่างกายมนุษย์ที่เป็นปกติไม่ว่าจะเป็นร่างกายที่มองด้วยตาเปล่า(anatomy)หรือว่าเรียนอาจารย์ใหญ่นั่นแหละ ทุกส่วนในร่างกายหั่นออกมาดูหมด(ห้ามคิดว่าเหมือนดูหนังโป๊นะ) เรียกว่าคลุกคลีกะศพอาจารย์ใหญ่ตลอด 1 ปีเต็มแล้วยังมีพวกที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าต้องส่องกล้องดูด้วยเรียกว่า histology แล้วก็เรียนเคมีในร่างกายเราเรียนว่าร่างกายหล่อๆสวยๆของเรานี้มันทำงานกันยังไงน๊อ... เค้าเรียกว่าวิชา physiologyแล้วน้องจะเข้าใจว่าที่เรามายืนหายใจปุ๊ดๆเนี่ยเราทำไปได้ยังไง ที่นั่งอ่านข้อความอยู่เนี่ยมันเกิดขึ้นด้วยกลไกอะไรแล้วอีกอย่างเกือบลืมต้องเรียนว่าตอนเด็กฉันหน้าตาเป็นไงด้วยเค้าเรียกว่า embryology จบปีสอง เหนื่อยจังเฮ้อ!!...
..พอปีสามน้องก็จะได้ใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาเกี่ยวกับร่างกายปกติมาใช้กับร่างกายที่เป็นโรค เวลาไม่สบายเป็นไงน๊อ.. เชื้อโรคคือใครหรอ.. แล้วก็เรียนเกี่ยวกะยาทำไมมันต้องไม่อร่อยด้วยละ แล้วมันจัดการกะเชื้อโรคได้ไงเนี่ย...วิชายากๆทั้งนั้นเลย เรียนกันแบบไม่ลืมหูลืมตา (ไม่ได้หลับนะ)คนอื่นเรียนหมาลัยมีคาบว่างพวกนักเรียนแพทย์ไม่ค่อยจะมีกันหรอก คาบว่างทีนี่ยังกะขึ้นสวรรค์..อยากหยุดเวลาไว้จัง แล้วพอปลายๆปีสามน้องก็จะเริ่มๆได้ถูกเนื้อต้องตัวคนไข้จริงๆอาจารย์จะพาไปชมไปพูดคุยคนไข้จะมองด้วยสายตาประดุจมองเทพเจ้าส่วนเราก็จะคิดในใจเอาวะ!!!ถึงจะโง่ก็ขอเก็กทำท่าหมอไว้ก่อนไม่มีความรู้ก็ทำหน้าเหมือนมีความรู้เข้าไว้คนไข้เห็นแล้วศรัทธาโคตรๆ...จบปีสามคราวนี้ล่ะได้แต่งชุดหมอซะที!
..ขึ้นปี4เริ่มทำงานกะคนไข้แล้ว เค้าเป็นอะไร ป่วยเมื่อไหร่เรียนที่ไหนคณะอะไรมีแฟนยัง... ซักประวัติมาให้หมด เสร็จแล้วก็เอามาเทียบกะความรู้ที่เราเรียนมาแล้วเค้นมันออกมาว่าเค้าเป็นโรคอะไรน๊า แต่ละวันตื่นมา ต้องไปเยี่ยมค้นไข้ดูอาการเค้าก่อนด้วยจิตใจที่คิดเสมอว่าจากกันไปทั้งคืนหมออ่ะเป็นห่วงคุณแทบแย่นะเนี่ยจากนั้นก็ไปเรียนตั้งแต่เช้า เจ็ดโมง จนบางวันโชคดีเลิกเรียนสี่โมงเย็น โชคดีเข้าไปอีกก็เลิกซักสามทุ่ม โชคชั้นที่สองต้องเข้าห้องผ่าตัดชมฝีมือผ่าตัดของอาจารย์ก็กดเข้าไปครึ่งคืนแล้วแต่โชคของแต่ละวันครับ แล้วก็ต้องไปบ๊ายบายคนไข้ก่อนจะจากกันอีกหนึ่งคืนเสร็จแล้วก็ต้องอยู่เวรง่วงแสนง่วงรายงานก็ยังไม่เขียนต้องมาเข้าเวรก่อนเอาวะ!!...3วันอยู่เวรทีนึงไม่ตายหรอกหน่าลงเวรเที่ยงคืนเองกลับหอมีเวลานอนตั้ง 5 ชั่วโมง (ถือว่าเยอะแล้วนะ) สบายๆพอถึงห้องหลับแผละ....กองอยู่บนเตียงปี 4 ผ่านไปพร้อมกับความเข้าใจใหม่ๆที่ว่าคนไข้ป่วยได้ทุกวันไม่มีวันหยุดเราเป็นหมอเค้าป่วยก็รักษาจะมาหยุดได้ไงจริงอ๊ะป่าวหมอเลยไม่มีเสาร์ไม่มีอาทิตย์ไม่มีวันหยุดทำงานแบบ 7-11จ่ายยาเสร็จต้องถามด้วยว่ารับซาลาเปาทานเพิ่มมั้ยค๊า... อ่ะแต่ก็เอาว่ามาไกลละเปลี่ยนใจไม่ทันละนี่นาจบปี4ฉันตรวจร่างกายเป็นพอจะบอกได้ว่าคนไข้เป็นโรคอะไรน๊า....เก่งโคตรๆอ่ะปิดเทอมซะ14วันได้มั้งปิดทำไมก็ไม่รู้เนี่ย
..ขึ้นปี 5 ฉันรู้แล้วว่าเธอเป็นโรคอะไร..คราวนี้ฉันจะแสดงการรักษาแบบงูๆปลาๆให้ดู (มีพี่ๆและอาจารย์คอยเป็นคนดูแลนะเราสั่งการเองหมดไม่ได้นะ) โอม.....เพี้ยง หายมั่งไม่หายมั่ง ตายมั่ง รอดมั่งเฮ้อ....ชีวิตชั่งอนิจจัง จนปลายปี สอบรวมคราวนี้หล่ะวัดกันเลยใครจบ ใครไม่จบยังกะย้อนเวลาไปสอบเอ็นท์อีกรอบนึงเลย... คำตอบของคุณ....ถูกต้องคร๊าบ...จบเป็นหมอแน่นอนคราวนี้(ถ้าตอบผิดไม่ผ่านปีหน้าเอาใหม่ได้)
..พอปี6 คราวนี้ใครๆเค้าก็เรียกเราว่าหมอเต็มปากแล้วเพราะเราต้องสั่งการเองแล้วก็ให้พี่ๆที่เค้าจบแล้วหรืออาจารย์ช่วยดูให้อีกทีนึงกลางวันตรวจคนไข้กลางคืนอยู่เวร นอนตอนไหนไม่มีใครบอกได้อ่ะโห..พี่หมอคะพี่หมอขา เท่โคตรๆอ่ะ จบซะที 6 ปีอันแสนยาวนานอ่อนล้าเหน็ดเหนื่อย ท้อแท้ล้วนเคยผ่านมาหมดแล้ว ชีวิตนักเรียนแพทย์มันชั่งยากเย็นอะไรเช่นนี้ แต่น่าแปลกที่คนเก่งๆทั้งหลายต่างแก่งแย่งกันเข้ามาเรียน เข้ามาแบกรับชีวิตของคนอื่นเค้าไว้ในมือเพราะอะไรน่ะหรือก็เพราะเขาเหล่านั้นรักที่จะเป็นหมอน่ะสิคำตอบนี้แหละที่จะทำให้น้องหายเหนื่อยและไม่เคยใฝ่หาการพักผ่อนเลยตราบเท่าที่คนไข้ในมือยังไม่หายป่วยความสุขใจเมื่อได้เห็นคนไข้หายป่วยแล้วเดินกลับบ้านไปมันคือน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตน้องให้ชุ่มฉ่ำอยู่เสมอแต่ถ้าคำตอบของน้องคือที่ฉันมาเรียนหมอน่ะเพราะอนาคตฉันจะได้มีอาชีพที่มั่นคงมีคนนับหน้าถือตาคำตอบนี้เองที่จะทำให้น้องเรียนจบหมอโดยที่ไม่ได้เป็นหมอเลยแม้สักวินาทีเดียว
เรียนจบละ... ออกไปทำงานใช้ทุน อยู่ต่างจังหวัดโชคดีก็ได้ที่สบายอยู่ในเมือง โชคร้ายหน่อยก็นู่นเข้าป่าเป็นหมอผีไปทั้งอนามัยมีแต่ ยาแดงกะพารารักษาใครได้มั่งก็ม่ายรู้อยู่เวรคืนเว้นคืนนอนตอนไหนไม่รู้อยู่ๆตีสองตื่นมาคุณหมอหนูจะคลอด แล้วเราจะนอนต่อได้ไงล่ะเนี่ย เอ้าทำคลอดกันไปนึกซะว่าฝันไปละกันนะแล้วก็เป็นแบบนี้เรื่อยไปตลอดชีวิต...
จบเรื่องหมอ มาดูหมอทหารกันมั่ง
ก่อนอื่นเลยโรงเรียนทหารที่น้องอยากเข้ากันก็คือ รร นายร้อยตั้งแต่นายร้อย จปร(ของทัพบก) โรงเรียนนายเรือโรงเรียนนายเรืออากาศล่ะสิแต่ขอบอกชาติไทยของน้องๆน่ะมีโรงเรียนอีกแห่งนะที่จบมาแล้วได้ร้อยตรีด้วย เค้าคือ.....โรงเรียนของหมอทหารนั่นเอง ที่นี่ในหลวง(ความจริงเค้าเรียกว่านายหลวงนะรู้อ๊ะป่าว)ตั้งขึ้นมาเพราะพระองค์ทรงเห็นว่า เวลามีการรบทีไร คนเจ็บคนตายเยอะแยะไปหมดเอาหมอที่อื่นซึ่งไม่เคยฝึกไม่เคยได้ยินแม้แต่เสียงปืนไปช่วยรักษาในสนามรบมีหวังหมอตายก่อนแล้วแบบนี้หมอที่ไหนเค้าจะยอมไป รบกับใครก็แพ้ พระองค์ก็เลยดำริให้ตั้งโรงเรียนหมอทหารขึ้นมาเรียนหมอด้วยฝึกทหารด้วยออกรบจะได้สู้เค้าได้ไม่ถ่วงกองทัพ รอดตายกลับมา เรียน 6ปีเหมือนที่อื่นๆจบมาเป็นร้อยตรีเหมือนจปร. เด๊ะๆเค้าเรียกว่ากำเนิดจากโรงเรียนทหารชั้นนายร้อยเหมือนกัน (แต่หล่อกว่าขาวกว่า) แถมที่นี่ยังรับผู้หญิงด้วยนะแล้วเค้าทำไรกันมั่งหรอมาดูกันเลยดีก่า...
ก่อนอื่นเข้ามาปีหนึ่งก็ใช้ชีวิตแบบพลเรือนทั่วๆไปนะแหละผมยาวอ้วนเป็นหมู ดูหนังโป๊ไปวันๆ... ผ่านไปแสนสบาย (แต่อย่าลืมว่าก็ต้องเรียนหนังสือหนักพอๆกับหมอที่อื่นเค้าเหมือนกันนะ)
..พอปีสองละครชีวิตก็เปลี่ยนไป ต้องเข้ารับการปรับสภาพจากพลเรือนมาเป็นทหาร ตัดผมหัวเกรียน แต่งตัวแบบนักโทษแต่เวลาออกงานแต่ชุดเต็มยศโคตรหล่อเลยวันๆเอาแต่ ฝึก..ฝึก..ฝึก..นอน..ฝึก.เท่านั้นแหละราวๆ3-4เดือนได้ ไม่ได้กลับบ้าน นอนดึกตื่นเช้าออกแรงทั้งวัน เพื่อนๆปิดเทอมไปเที่ยวกันแต่เราดันต้องมานอนตากฝนเฝ้าหลุมหลบระเบิด ชีวิตรันทด บางคืนก็แอบร้องไห้คิดถึงแม่จัง ... หนักขนาดไหนก็อธิบายไม่ได้แต่น้องๆที่เคยเรียน รด. แล้วเคยไปเข้าค่ายรด. ขอให้จินตนการตามเอาละกันว่า หนักกว่าไปเขาชนไก่ราวๆ 3,500 เท่าได้มั้งคำสั่งของพี่ๆและคำสั่งของนายทหารนี่ยังกะเสียงสั่งจากสวรรค์ไม่ทำไม่ได้ถือเป็นความผิด เฮ้อ..แม่เรายังไม่เคยทำกะเรางี๊เลยไอ้นี่มันใครเนี่ยมาสั่งเราทำนั่นทำนี่อยู่ได้วิดพื้นมั่งวิ่งมั่งขัดส้วมมั่ง และอีกสารพัดการทรมานร่างกายและจิตใจ (แต่ไม่มีการทำร้ายแบบถูกเนื้อต้องตัวกันนะครับเดี๋ยวนี้ทหารเค้าทันสมัยแล้วไม่มีการเตะต่อยแล้วล่ะน้องๆสบายใจได้) สำหรับน้องๆผู้หญิงการฝึกก็จะเบากว่าน้องผู้ชายนะครับไม่ต้องตกใจกลัวจนไม่กล้าเข้านะ ไม่ถึงกับกล้ามขึ้นเป็นมัดหรอกรับรองได้เพียงแต่ทำให้น้องมีหัวใจที่แกร่งขึ้น เข้มแข็งขึ้นเท่านั้นเอง เอาวะ!!ก็เลือกเข้ามาเองนี่นาฝึกเป็นฝึกจากพลเรือน เปลี่ยนมาเป็นทหารกะเค้าซะทีชีวิตนี้เพื่อชาติศาสน์ กษัตริย์และประชาชนซึ้งจริงๆแต่โคตรเหนื่อยเลย จ้างซักล้านนึงยังไม่อยากกลับไปฝึกอีกรอบเลยจริงๆนะ แถมยังต้องมาเรียนหมออีกแล้วชีวิตมันจะมีเวลาว่างมั้ยเนี่ย
..พอปี 3 คราวนี้หัวใจมันเริ่มแกร่งเป็นทหารเต็มตัวแล้วนี่...ถ่ายทอดวิทยายุทธให้รุ่นน้องซะ จับน้องปี 2 มาฝึกนั่นเองแล้วพอตอนปลายปีก็ออกไปฝึกทหารเสนารักษ์ (ฝึกว่าเวลาไปรบจริงๆ หมอทำไรมั่ง ทำไงถึงจะรอดตายแล้วยังรักษาคนได้ด้วยเท่โคตรอ่ะ)แล้วก็ออกไปเรียนกระโดดร่ม โดดลงมาจากเครื่องบินจริงๆเลย มันมากๆๆๆๆๆๆ ได้ขึ้นชีนุคจริงๆก็คราวนี้แหละรับ (ชีนุคคือเครื่องเฮลิคอบเตอร์ที่มีสองใบพัดอ่ะเป็นฮ.ลำเลียง ที่น้องๆเห็นในเกม เจนเนอรอลน่ะแหละถ้าเคยเล่นนะ)กลับมาก็ติดร่มเท่ๆไว้ที่หน้าอก ถึงหน้าไม่หล่อ แต่พอดูรวมๆใส่เครื่องแบบซะหน่อยก็หล่อพอไปได้เนอะ..ออกงานทีสาวกรี๊ด สลบไปเป็นทาง
..พอปี 4 การฝึกก็เริ่มเบาลงหน่อย ก็เพราะว่าหนูต้องดูแลคนไข้จะมาฝึกมากมายเดี๋ยวตายกันพอดี ปีนี้ก็เลยปล่อยๆแต่ระเบียบคือระเบียบ อาวุโสคืออาวุโสใครไม่ทำตามระเบียบก็ต้องหลบๆซ่อนๆเอา จับไม่ได้ก็สบายไปจับได้ก็ซวยโคตร ยังกะทำผิดแล้วโดนครูฝ่ายปกครองของ รร. ม.ปลายตีก้นอะไรประมาณนั้น เพราะเราเป็นพี่แล้วนี่นา ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี พอปลายปีก็ออกไปทำงานวิจัยในชุมชนคล้ายๆกับปฏิบัติการจิตวิทยาทางทหาร รวมกับการวิจัยทางการแพทย์ ด้วยนิดๆ ทำนองนั้น
..พอปี 5ใกล้จบละฉันเริ่มมีอำนาจแล้วต้องเป็นหัวหน้าควบคุมดูแลน้องๆเป็นคนรักษากฎใครทำผิดกฎ จับได้ก็ลงโทษกันไปอำนาจอยู่ในมือเราแล้วนี่นาแต่ก็ไม่ต้องมาฝึกอะไรมากมายเพราะต้องเตรียมสอบก่อนจบเป็นหมอแล้วนี่ฝึกมากเดี๋ยวเหนื่อยอ่านหนังสือไม่ไหวสอบตกกันหมดพอดี
..ปี 6พี่ใหญ่!!..คราวนี้เราใหญ่สุดในหอแล้ว สั่งซ้ายก็ซ้าย สั่งขวาก็ขวา น้องๆชั่งน่ารัก เชื่องกันซะทุกคนเลย แต่พี่ๆปี 6 เค้าไม่ค่อยอยู่หอกันหรอกเพราะเค้าอยู่เวรกันจนแทบไม่ต้องหลับไม่ต้องนอนกันละครับกลับมาหอทีนึงแทบจำหน้าไม่ได้นึกว่านายทหารที่ไหนซะอีกก็ดาวมันจะติดบ่าอยู่รอมร่อแล้วนี่นา ก่อนจะจบเค้าก็จะฝึกทบทวนกันอีกครั้งว่าหมอเวลาออกรบน่ะทำไรมั่ง เผื่อเจอของจริงจะได้ไม่ตายเอาตัวเองและคนอื่นกลับมาด้วยนะครับหมอ...จบซะที 6ปีอันแสนยาวนานและเหน็ดเหนื่อย
ทำงานคราวนี้ล่ะครับชีวิตจริงๆ ของจริงๆพี่ๆเค้าจบไปก็ไปอยู่ตาม รพ.ศูนย์ของทหาร 1 ปี แล้วก็อยู่คุมทหารในค่ายทหารอีก 1 ปี จากนั้นก็ใช้ทุนอีก 8 ปีในโรงพยาบาลของกองทัพ รวมเวลาใช้ทุนก็ 10 ปีลูกโตพอดีเลย...นั่นคือแบบธรรมดาๆแต่ถ้าใครโชคดีก็ไปติมอร์ไปอิรัคไป3จังหวัดชายแดนใต้ ปืนจริงกระสุนจริง ระเบิดจริงๆยิงกันเข้าไปหมอก็รักษาไปโชคดีก็รอดกลับมา โชคร้ายก็อยู่ที่นั่นต่อไป พี่ๆที่นี่หลายคนออกรบมาแล้ว บางคนไปมาหลายครั้งแล้ว..แต่ก็ยังไม่เคยมีใครที่จบจากโรงเรียนหมอทหารแล้วบาดเจ็บล้มตายในสนามรบเลย เพราะเราไม่ต้องจับปืนถือดาบไป ตบตี ฆ่าฟันกะเค้าหรอกครับ แค่หลบกระสุนแล้วก็รักษาคนเจ็บในฐานที่มั่นของเราก็จะไม่ไหวแล้วเรื่องรบน่ะปล่อยทหารเหล่ารบเค้าไปลุยของเค้าเถอะ ถ้าเจ็บก็มาหาเราเดี๋ยวเราซ่อมให้แล้วก็ปล่อยเค้าออกไปลุยต่ออันนั้นคือแบบหวือหวา สีสันแห่งชีวิต
จบแล้วทั้งหมอและหมอทหาร ความจริงแล้วคำตอบไม่ได้อยู่ในสิ่งที่น้องๆอ่านมาหรอก คำตอบน่ะอยู่ในใจน้องเองมากกว่าจริงๆแล้วฉันอยากเป็นหมอหรอ....ไม่มีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์นะอยู่เวรนะ คนไข้เยอะนะเงินเดือนน้อยนะ ถ้าอยากได้เงินเยอะๆแปลว่าต้องขูดเงินจากคนที่เค้าไม่สบายนะแถมบางทียังต้องเจอพวกบ้าเรียนเห็นแก่ตัวด้วยจะทนอยู่ได้มั้ยเนี่ยปิดเทอมก็น้อยกว่าคนอื่นๆเค้านะฉันทำได้รึเปล่า ถ้าคำตอบคือได้ ก็ตั้งใจอ่านหนังสือสละความสุขของตัวเองซะแล้วมาเป็นหมอที่ดีด้วยกัน เสียสละมือของเราให้คนอื่นเค้าเอาชีวิตมาวางไว้ด้วยกัน(ฟังดูเท่ซะ...) แต่ถ้าคิดว่าไม่ไหวก็หลืกทางให้คนที่เค้าน่าจะเป็นหมอที่ดีกว่าเราแต่เรียนอ่อนกว่าเราเค้าเข้ามาเพราะหมอที่คนไข้อยากได้ คือหมอที่เป็นทั้งคนดีและเก่งไม่ใช่เครื่องรักษาโรคที่เก่งที่สุด ไม่เชื่อลองถามตัวเองเวลาไม่สบายดูสิ
แล้วจะเป็นหมอทหารดีมั้ยล่ะชอบทหารมั้ยเนี่ยฝึกไหวรึเปล่า ทนอยู่ในกฎระเบียบไหวมั้ยล่ะผมสั้นนะเครื่องแบบเท่ก็จริงแต่ก็ต้องแลกกับการห้ามใส่ชุดพลเรือนนะพร้อมจะแลกมั้ยล่ะปิดเทอมไม่ได้เที่ยวนะเพราะต้องออกฝึกภาคสนามแทนเวลาเค้ารบกันถ้าถูกสั่งให้ไปก็ต้องไปนะถ้าไม่ไปมีทางเดียวลาออกไม่งั้นก็ถือว่าหนีทหารติดคุกแทน แต่เวลาไปไหนมาไหนก็เบ่งได้นิดหน่อยตามแบบข้าราชการไทยเค้าน่ะพร้อมจะแลกมั้ยล่ะเครื่องแบบเท่ๆสวัสดิการสุดเลิศ(ไม่ต้องจ่ายค่าเรียน มีเงินเดือน มีเบี้ยเลี้ยง เครื่องแบบฟรี ที่พักหรูๆฟรี)ยศฐาบรรดาศักดิ์ แลกกับชีวิตอิสระของพลเรือน ถ้าคำตอบคือพร้อมจะแลกก็เข้ามา...หมอทหารไม่ได้ลำบากอย่างที่คิดเป็นโรงเรียนนายร้อยที่สบายที่สุดเมื่อเทียบกับโรงเรียนนายร้อย จปร. นายเรือ นายเรืออากาศ และนายร้อยตำรวจ นายร้อยหมอสบายสุดแล้ว เราฝึกไม่หนักเท่าเค้าเพราะเราเรียนหนักกว่าเค้า สำหรับน้องที่พร้อม ยังไงๆก็ไหวครับแต่สำหรับคนที่ไม่มีใจ พี่ว่ามันก็ไม่คุ้มหรอกครับ
หวังว่าน้องๆคงสามารถหาคำตอบที่อยู่ในตัวน้องๆเองพบนะครับ สมัยพี่เอ็นท์ พี่เลือกที่นี่อันดับสองครับเลือก แพทย์กรุงเทพ(วชิระ)อันดับหนึ่งครับเพราะพ่อพี่เป็นอาจารย์แพทย์อยู่ที่นั่นรองมาคือ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้าโรงเรียนหมอทหารนี่แหละเพราะพี่ฝันไว้ว่า ถ้าเป็นหมอไม่ได้ จะเป็นครูไม่งั้นก็จะเป็นทหาร พี่เลยเลือกทั้งหมอทั้งทหารมันเลยจับปลา2มือเลยอันดับ3หมอเชียงใหม่เพราะชื่อเสียงดีแต่ติดที่อยู่ไกลไปหน่อยอันดับ4คือหมอม.นเรศวรเพราะเป็นหมอที่คะแนนไม่สูงมากเรียกว่าขอติดเถอะนะ อยากเป็นหมออ่ะแต่ที่เลือกไว้สุดท้ายเพราะตอนสมัยพี่เอ็นท์น่ะเค้าเพิ่งเปิดใหม่พ่อพี่บอกไว้ว่าม.ไหนเพิ่งเปิดใหม่อาจารย์ก็จะใหม่ สอนไม่เก่งหรอก แนวทางก็ไม่ชัดเจนเข้าไปก็หนูทดลอง อย่าเลย...(แต่ตอนนี้เค้าก็เป็นที่ยอมรับแล้วนะแถมเก่งซะด้วย)แต่ทำไงได้เราเรียนไม่เก่งนี่นา เลือกไว้ก่อนละกันถ้าไม่ติดหมอพี่ขอเอ็นท์ใหม่ดีกว่า พี่ไม่เลือกทันตะไม่เลือกเภสัชไม่เลือกวิดยาไม่เอาวิดวะ ทั้งนั้น เพราะพี่ไม่เคยฝันจะทำอาชีพพวกนั้นเลยถ้าไม่ได้เป็นอย่างที่ฝันก็ออกมาอ่านหนังสือแล้วกลับไปเอ็นท์กันใหม่ปีหน้าดีกว่าพี่ตั้งใจอย่างงั้น แต่ละที่ที่พี่เลือกเค้ารับน้อยๆทั้งนั้นเลย วชิระรับ 32คน พระมงกุฎรับ 65คน เชียงใหม่กับนเรศวรจำไม่ได้ แต่รวมๆน่ะแค่ 200กว่าคนเอง โอกาสที่พี่ให้กับตัวเองน้อยมาก แต่ก็อย่างที่บอกไม่ติดก็ค่อยมาเจอกันปีหน้า...(ทำหน้าแบบเอาจริงด้วย) แล้วพี่ก็ติดที่นี่ทั้งหมอทั้งทหารในเวลาเดียวกัน อีกหน่อยถ้าพี่เก่งๆคงได้เป็นอาจารย์หมอด้วยคราวนี้สิ่งที่พี่ฝันจะเป็นทั้ง 3 อย่าง หมอ ครู ทหาร พี่ได้หมดเลยช่างสวยหรูซะเหลือเกิน แต่รู้มั้ยว่าทำไม... โชคช่วยฟ้าลิขิตเปล่าหรอก นั่นมันแค่ส่วนน้อยเท่านั้น สิ่งสำคัญมันอยู่ที่ตัวน้องเองถ้าน้องหาตัวเองพบ แล้วขีดทางเดินให้ตัวเองแล้วก็เดินตามทางนั้นคอยถามตัวเองเสมอๆว่าเรายังเดินอยู่บนทางที่เราวางไว้ใช่มั้ยสิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าฝันไกลแค่ไหนไม่ใช่ว่าไปถึงสิ่งที่ฝันหรือไม่แต่อยู่ที่น้องได้ขีดเส้นทางไปสู่ฝันนั้นแล้วเดินตามทางนั้นต่างหาก (ซึ้งป่ะล่ะ..น้ำตาซึมเลยเดะ)
สุดท้ายก็ขอให้น้องๆโชคดีละกันนะใครฝันอยากเป็นตัวอะไร ทำอาชีพอะไรมีลูกกี่คน ก็ขอให้ขีดเส้นทางตามนั้นแล้วก็เดินไปตามทางแล้วก็จะได้ตามที่ฝันไว้เอง ใครฝันจะมาเป็นหมอทหารก็ขอให้ตั้งใจอ่านหนังสือฟิตร่างกายแล้วสอบเข้ามาให้ติดพี่รอน้องๆอยู่ ตอนที่พี่เขียนเรื่องนี้ พี่เรียนชั้น ปี 5 เป็นหัวหน้าหมวดของน้องปี 3ก็คือปี 5 ที่ลงไปควบคุมดูแลปี 3 นั่นแหละความรู้และความสามารถของพี่ยินดีจะถ่ายทอดให้น้องอยู่แล้วถ้าน้องอยากเดินทางเดียวกับพี่พี่ก็พร้อมจะถ่ายทอดวิทยายุทธให้โชคดีทุกคนนะครับ
ถ้าใครสงสัยอะไรก็เมลล์มาถามเป็นการส่วนตัวได้นะครับ
บทความนี้แต่งโดยrotto008@yahoo.comพี่โตโต้ครับ (สธ.89)
เอาล่ะค่ะ หลังจากฟังเรื่องย่อคร่าวๆแล้ว อย่างที่รู้กันว่าหมอทหาร นอกจากวิชาชีพที่ต้องเรียนเหมือนหมอทั่วไปแล้วเรายังต้องฝึกทหารเพื่อเอาตัวรอดไปพลางรักษาผู้ป่วยไปพลางในสนามรบด้วย ทีนี้ วิชาเสนารักษ์สนามที่ว่าก็เป็นหนึ่งในวิชาขั้นพื้นฐานที่เราต้องทำความรู้จักและเรียนรู้กับมันก่อน อย่างที่เขียนไว้ใน entry ก่อนว่าวันแรกไปนั้นเราเรียนอะไรกันไปบ้าง มาวันนี้ของการฝึกวันที่ 2 ( 4เม.ย.49) ก็ขอมาเล่าให้เพื่อนๆฟังต่อนะคะ
หลังจากผ่านการฝึกวันแรกไปแล้วทำให้เรารู้ซึ้งถึงสัจธรรมได้อย่างนึง (จริงๆมันรู้ตั้งแต่มาฝึกปีที่แล้วๆล่ะ) ว่าศัตรูตัวฉกาจของผู้หญิงอย่างเรานี่มันร้ายแค่ไหน บุกรุกทำลายเซลล์ผิวหนังเราและเม็ดสีเมลานินเราซะเหี้ยนเตียนเลย เพราะขนาด Sun Block ที่ว่าแน่นักหลายยี่ห้อดัง SPF 30-50 หือแม้แต่มากกว่า 60 ขึ้นไปยังแพ้แดดที่จปร.เลยค่ะ ซึ้งแก่ใจจริงๆว่าคุณแดดที่นี่มันแน่มาก(ว่ะ) ครีมที่อุตส่าห์ตื่นมาทาแต่เช้า แถมทาทุก 2 ชม.ด้วยยังหลอมละลายไหลไปกับเหงื่อจริงๆนะ ผลที่ได้มาหลังกลับมาบ้านแล้วเลยดำเมี่ยมกันทุกรายเลย (ตูอยากจะบ้า แง้!!) เอาล่ะ มาดูวิชาที่ฝึกกันดีกว่า
วันนี้มีโปรแกมที่ต้องฝึกการเดินทางไกลพร้อมกับการใช้เข็มทิศช่วย ทั้งภาคกลางวันและกลางคืน ตอนเช้าจนถึงเที่ยง ก็จะนั่งเรียนการอ่านแผนที่เอย ฝึกการอ่านพิกัดที่เรารู้สึกว่า นอกจากจะไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย แถมเสียงอาจารย์ผู้สอนยังชวนง่วงอีกต่างหาก เฮ้อ และเพราะเหตุนี้แหล่ะ เพื่อนเราหลายคน (เกือบหมด) ก็เลยไม่ค่อยได้ความรู้มาเต็มหน่วยมากพอที่จะเอาตัวรอดได้จากการฝึกปฏิบัติจริงช่วงบ่ายและดึก โดยตอนบ่าย อาจารย์แกจะแบ่งเป็นกลุ่มย่อย 6-7 กลุ่ม แล้วก็มอบภารกิจให้แต่ละกลุ่มถอดรหัสที่เขียนเป็นพิกัดต่างๆ (มีลักษณะเป็นตัวเลขเขียนยาวต่อๆกันประมาณ 10-11 ตัว) ต้องหาสัญลักษณ์ทางทหารให้พบ 2 จุดพิกัดในเวลา 3 ชม. มันส์ล่ะค่ะ เพราะแดดก็ยังเปรี้ยงปร้าง ท่ามกลางความร้อนระอุยิ่งกว่าทะเลทราย เราต้องเดินทอดน่องเดินหาไปทั่วจปร.!!
กลุ่มเรายังโชคดีหน่อย เพราะได้เป้าหมายที่ไม่ไกลจากจุดสตาร์ทมากนัก แต่ก็มีโชคร้ายในความโชคดี เพราะด้วยความที่ไม่คิดว่าจะมีการ point หลอก!!! จากอาจารย์ที่เอาสัญลักษณ์ปลอมมาวางไว้จุดเป้าหมายที่แท้จริงเพื่อทำการหลอกล่อให้เด็กมาจดสัญลักษณ์ผิดทำให้ต้องเดินทางใหม่เพื่อตามแก้ โห่ แล้วขอโทษเถอะ กลุ่มเราหามาได้ครบ 3 อันแล้วแต่ปรากฏว่าผิดหมดเลย!!! ทุกอันเป็ฯ point หลอกหมดเสียนี่ เรานี่หมดแรงลงไปกองกับพื้นเลย ให้ตายเถอะ แถมตอนนั้นมารู้ตัวว่าต้องเริ่มหาใหม่ก็เหลือเวลาอีกแค่ ชม.เดียว แต่ก็เอาวะ หัวหน้าทีมบอกให้ลองอีกตั้ง จนแล้วจนรอดก็กู้สถานการณ์มาได้ทัน เสร็จภารกิจช่วงบ่ายไปได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด ( บางกลุ่มโชคร้ายหน่อย เพราะได้เป้าหมายแต่ละที่ห่างกันเป็นโยด รวมระยะทางเดินไปกลับทั้งหมดก็ไม่ต่ำกว่า 5 กม.สงสารแทนแกจังว่ะ )
ทีนี้มาถึงภารกิจยามกลางคืนบ้าง เพื่อนๆลองคิดดูนะ ขนาดให้หากันตอนกลางวันยังมีหลงบ้าง หาไม่เจอบ้าง กันตั้งแยะ แล้วยิ่งตอนกลางคืนมองอะไรไม่เห็นเลย (มืดมากจริงๆนะ เพราะที่จปร.จะมีเปิดไฟแค่ตรงถนนเพียงไม่กี่ดวงเท่านั้นจริงๆ เหมือนว่าอยู่ในป่าไงงั้นเลยอ้ะ บรรยากาศชวนสยองพิลึก!!) กลุ่มเราก็ได้จุดที่ง่ายหน่อย แต่ก็เดินไกลพอควร ขาเราเดินจนมันแทบจะไม่มีความรู้สึกไปแล้วเพราะใช้งานหนักเกินไปจนแทบจะพังออกมาแล้ว กว่าจะกลับมายังหอพักที่อาจารย์รออยู่ก็ปาไป 2 ทุ่มกว่า ที่น่าเห็นใจเพื่อนที่สุดคือ มีกลุ่มนึงเดินวนหาแล้วหาอีกก็ยังไม่เจอ เดินเป็น 10 กิโลแต่ก็ไม่เจอ จน 4 ทุ่มกว่าอาจารย์เห็นว่าดึกไปแล้ว เลยต้องส่งรถไปรับกลับมา เพราะไม่งั้นได้หากันไม่ต้องหลับนอนกันแน่ และแล้วภารกิจก็หมดไปอีกวันท่ามกลางความอ่อนเพลียของทุกคน เหนื่อยสุดยอด!!!
เอาล่ะ ฟังแล้วเพื่อนๆอาจนึกภาพไม่ออก แต่ไม่เป็นไรจ้า เร็วๆนี้จะลองเอารูปมาอัพให้ดูนะ อย่าลืมมาดูกันล่ะ

แต่พยายามตั้งใจเรียนเคมี ชีวะพอไปได้ดีค่ะ...พอมีหวังจะเป็นหมอกับเค้าบ้างไหมคะ
#1 By อยากเป็นหมอทหารค่ะ (61.90.207.37) on 2007-01-12 22:41