เผอิญต้องการเพิ่มเติมข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยถือโอกาสทำเป็น reccommend เลยละกันค่ะ ซึ่งเอนทรี่ต่อไปกำลังพิมพ์เกี่ยวกับชีวิตจริงของพระนางมารี อองตัวแนตต์ล้วนๆ ( ไม่เกี่ยวกับเรื่องกุหลาบแวร์ซายส์แล้วนะ ) หากข้อมูลที่หามาผิดพลาดประการใด แจ้งบอกไว้ได้เลยนะคะ  เพราะแป้งเองก็ไม่ค่อยเชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เรื่องการปฏิวัติฝรั่งเศสเท่าไหร่ แต่ก็พยายามหามาจากหลายแหล่งข้อมูลแล้ว ขอบพระคุณมากค่า  

          สวัสดีค่ะ แฟนๆทุกท่านที่ชื่นชอบกับผลงานเรื่องกุหลาบแวร์ซายส์ (แป้งเองก็ชอบเรื่องนี้มากเหมือนกันค่ะ) เคยคิดจะรวบรวมข้อมูลเท่าที่สามารถมาลงไว้นานแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำสักทีจนเลยผ่านมากว่า 4 เดือน ปิดเทอมพอดี + กับได้ข้อมูลเพิ่มเติมเยอะแยะ ทั้งจากในเวป และหนังสือเกี่ยวกับการปฏิวัติฝรั่งเศส รวมถึงชีวประวัติของพระนางมารี อองตัวเนตมาพอสมควร ซึ่งแหล่งอ้างอิงจะเขียนไว้ท้ายบทความนะคะ เผื่อท่านที่สนใจจะหาอ่านเพิ่มเติมจะได้ทราบแหล่งแน่นอน

          ฉะนั้น บทความนี้แป้งจะอิงข้อมูลของอนิเมชั่นเรื่องกุหลาบแวร์ซายส์ผสมผสานกับมูลความจริงใส่ลงไปด้วยนะคะ ซึ่งเราตั้งใจไว้ว่าหลังเขียนเรื่องกุหลาบแวร์ซายส์จบก็จะต่อด้วยชีวิตส่วนพระองค์ของพระนางมารี   อองตัวเนตล้วนๆค่ะ

-------------------------------------------------------------------------------------------------

Review:

             กุหลาบแวร์ซายส์ (หรือที่เรารู้จักกันอีกชื่อ Lady Oscar) เรื่องและภาพโดย Riyoko Ikeda กุหลาบแวร์ซายส์เป็นหนึ่งในการ์ตูนญี่ปุ่นที่เป็นที่รู้จักอย่างดีทั่วโลก ถูกตีพิมพ์เป็นตอน ๆ ในนิตยสารมาร์กาเร็ตของสำนักพิมพ์Shueisha ในปีพ..2516 (ก่อนแป้งเกิดตั้ง 11 ปีแน่ะO_o!!) และประสบความสำเร็จในทันทีที่วางจำหน่าย ได้รับการตอบรับจากนักอ่านเป็นจำนวนมาก ต่อมาได้ถูกดัดแปลงเนื้อเรื่องจากการ์ตูนญี่ปุ่นเป็นละครเวที animation และการแสดงชุดบัลล์เล่ต์ซึ่งในการแสดงละครเวทีในแบบโอเปร่า ริโยโกะ อิเคดะ ผู้แต่งได้มีส่วนร่วมในการประพันธ์คำร้องสำหรับใช้ในการแสดงละครเวทีในภาคโอเปร่าอีกด้วย

manga version: + antrology เป็นต้นฉบับคอมิค 6 เล่มจบและอีก 2 เล่มคือตอนพิเศษ 2 ตอนค่ะ

Novel version:  ทำออกมาสวยงามน่าสะสมชะมัดยาดเล้ย

movie version:  เหมือนเคยได้ยินเค้าว่ากันว่านักแสดงที่แสดงเป็นแฟร์ชองหาคนมารับบทได้เหมือนในอนิเมมาก หล่อมากด้วยล่ะ

   

Opera version:  ไม่รู้ว่าคิดไปเองไหมนะ แต่หน้าตาคนแสดงทางซ้ายเห็นแล้วแบบว่า....เอิ่ม.....

 

**(ปัจจุบันอาจารย์ริโยโกะเลิกเขียนการ์ตูนแต่ผันตัวเองเข้าสู่วงการโอเปร่าเต็มตัวแล้วค่ะ แอบเสียดายมากๆ แต่เสียงอาจารย์ท่านก็เพราะจริงๆนะ)

              กุหลาบแวร์ซายส์ถูกดัดแปลงเป็นละครเวที ที่ได้รับการตอบรับจากผู้ชมมากที่สุด และกลายเป็นละครเวทีที่มีการเปิดการแสดงมากรอบที่สุดเช่นกันตามรายงานของนิตยสารTagarasu reveiw ในปี พ.. 2526หนังสือการ์ตูนสองชุดแรกของกุหลาบแวร์ซายส์ ได้รับการแปลจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษโดยเฟรเดริก แอล. ชอดต์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการสอนภาษาอังกฤษให้กับชาวญี่ปุ่น และยังได้จัดจำหน่ายในทวีปอเมริกาเหนืออีักด้วย กุหลาบแวร์ซายส์จึงได้ชื่อว่าเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องแรกที่ได้รับการแปลเพื่อการค้าและจัดจำหน่ายในทวีปอเมริกาเหนือ

 

Theme:

               กุหลาบแวร์ซายส์ เป็นการ์ตูนญี่ปุ่นอิงประวัติศาสตร์ ที่นำเค้าโครงเรื่องจากเรื่องราวและเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในFrance ช่วงก่อนและหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส และ พระนางมารี อองตัวแนตต์ ถ่ายทอดเรื่องราวอิงประวัติศาสตร์ผ่านตัวละครหลักคือ ออสการ์ ฟรังซัวส์ เดอ จาร์เจ และ อังเดร กรังดิเออร์ ในแง่มุมของการปกครองประเทศของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กฎระเบียบข้อบังคับในราชการทหาร ระเบียบวินัยและอำนาจหน้าที่ รวมถึงเรื่องราวของความรักฉันท์ชู้สาว มิตรภาพและการต่อสู้ในสงคราม

               โศกนาฎกรรมแสนเศร้าเริ่มดำเนินเรื่องจากสงครามเรื้อรัง หรือที่เรียกกันว่า "สงคราม 7 ปี" ระหว่างออสเตรีย ซี่งขณะนั้นมี พระนางมาเรีย เทเรซ่า (บางแหล่งข้อมูลใช้พระนามว่า พระนางมาเรีย เทเรซ) เป็นจักรพรรดินี และฝรั่งเศสในยุคสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15  ด้วยพระนางมาเรีย เทเรซ่าทรงมีพระเมตตา ห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากศัตรูคู่อาฆาต - ฝรั่งเศส มานานนับปี จึงตัดสินพระทัย ส่งฑูตไปเจรจาสงบศึกกับทางฝรั่งเศสโดยเสนอให้มีการจัดพิธีอภิเสกสมรสระหว่างเจ้าฟ้าหญิงมาเรีย อันโทเนีย( Maria Antonia ) ซึ่งขณะนั้นพระชนมายุได้ 10 ชันษา (ต่อมาได้ดำรงพระยศเป็นราชินีของฝรั่งเศส ชื่อเต็มพระยศคือ มารี อองตัวแนตต์ โฌเซฟ ฌานน์ เดอ ฮับสบูร์ก-ลอแรนน์ ; Marie Antoinette ) กับ เจ้าชายรัชทายาท หรือ มกุฎราชกุมารแห่งฝรั่งเศส (ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 พระชนมายุเพียง 11 ชันษา) ซึ่งทางหลุยส์ที่ 15 ก็เห็นด้วยจึงทรงตกปากรับข้อเสนอนั้นทันที

 

               แม้จะมีการตกลงหมั้นหมายก่อนแล้วระหว่างราชวงศ์ทั้งสอง แต่กว่าที่ฝ่ายเจ้าฟ้าหญิงจากออสเตรียจะเสด็จมาประทับที่แวร์ซายส์ก็นับอีก 2 ปีให้หลัง โดยระหว่างนี้ องค์จักรพรรดินีทรงคอยดูแลในด้านการศึกษา ขนบธรรมเนียมประเพณี รวมถึงศาสตร์ศิลปะหลายแขนงต่างๆที่คนเป็นถึงมกุฎราชกุมารีจำเป็นต้องรู้อย่างเข้มงวดเพื่อหวังจะให้พระราชธิดา ทรงคุ้นเคยกับประเพณีในวังของฝรั่งเศสอย่างรวดเร็ว แม้ว่าพระราชธิดาจะทรงเรียนรู้ไม่ได้ดีเท่าที่ควรเลยสักวิชา นอกเสียจากวิชาการแสดง ร้องเพลงและเต้นรำเท่านั้นที่ดูจะโปรดเป็นพิเศษ

              

             ทางด้านฝรั่งเศส นายพลชาร์เวอเลีย เดอ จาร์เจ ขุนนางชั้นสูงแห่งฝรั่งเศสได้มอบหมายให้ ออสการ์ ฟรังซัวส์ (13ปี) ( บุตรสาวคนเล็กซึ่งถูกเลี้ยงดูมาในฐานะบุรุษเพศสมชายชาติทหาร และเพื่อสืบทอดตระกูลจาร์เจต่อไปในอนาคตเนื่องจากที่ผ่านมา นายพลจาร์เจมีธิดามา 6 คนแล้ว และคาดหวังอย่างยิ่งว่าบุตรคนสุดท้องที่กำลังจะเกิดต้องเป็นชาย แต่ก็ต้องผิดหวัง ฉะนั้นจึงมีความคิดที่จะเลี้ยงดูบุตรคนสุดท้องในฐานะบุตรชายแทน ) รับตำแหน่งองครักษ์นายทหารรักษาพระองค์ว่าที่เจ้าหญิงรัชทายาท มกุฎราชกุมารีแห่งฝรั่งเศสที่กำลังจะเสด็จมาฝรั่งเศส โดยกำหนดการของขบวนเจ้าสาวที่เดินทางจากออสเตรียจะเดินทางมา ณ แผ่นดินที่มิใช่เขตครอบครองของผู้ใด ซึ่งตั้งอยู่บนส่วนหนึ่งของกลางแม่น้ำไรน์ ได้มีการสร้างปราสาทขึ้นหลังหนึ่ง เพื่อเป็นที่สำหรับทำพิธีส่งมอบตัวเจ้าฟ้าหญิงมารี อองตัวแนตต์โดยเฉพาะ ซึ่งปราสาทที่ว่าสร้างขึ้นระหว่างรอยต่อเขตต่อแดนออสเตรียกับฝรั่งเศส เจ้าฟ้าหญิงฯจะต้องก้าวจากแผ่นดินออสเตรียไปก้าวหนึ่ง เพื่อย่างก้าวที่สองบนพื้นแผ่นดินฝรั่งเศส ทั้งนี้เพื่อมิให้เป็นการน้อยหน้ากันในการรับส่งตัว " เจ้าสาว"

          เนื้อหาส่วนหนึ่ง ในหนังสือ "คำสารภาพของ มารี อองตัวแนตต์" เขียนโดย Victoria Holt ของสนพ.รวมสาส์น กล่าวบรรยายถึงลางร้ายลำดับแรกที่เกิดขึ้นคือ....

          ...ในขณะที่ออร์แกนบรเลงเพลงสำหรับงานวิวาห์ เอกสารอันเป็นประจักษ์พยานในการสมรสครั้งนี้นำขึ้นถวายให้พระเจ้าแผ่นดิน(หลุยส์ที่ 15)ทรงลงพระปรมาภิไธยก่อน แล้วจึงถึงเจ้าชาย(หลุยส์ที่16)และฉัน(มารี อองตัวแนนต์)เป็นลำดับ มือของฉันสั่นระริก เมื่อบรรจงเขียนคำว่า "มารี อองตัวแนตต์ โจเซฟจีนน์" และอย่างช่วยไม่ได้....ฉันทำหมึกหยดเป็นจุดเล็กๆ ซึ่งมองดูมหึมาบนแผ่นกระดาษอันงดงามนั้น ฉันมีความรู้สึกว่าใครๆพากันเพ่งมองดูรอยมลทินนั้นอย่างตกใจ...

          ต่อมาภายหลัง จึงมีเสียงโจษจันกันว่ารอยมลทินบนเอกสารสมรสนั้นเอง คือคำสาปแช่งสำหรับฉัน...

          [ **เพิ่มเติม........

          เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2313(ค.ศ. 1770) มารี อองตัวเนต ได้ประกาศสละสิทธิ์ในการเป็นอาร์คดัชเชสของราชสำนักออสเตรียอย่างเป็นทางการ และเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พระนางได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับมกุฎราชกุมารฝรั่งเศส ที่พระราชวังแวร์ซาย ในวันเีดียวกันนี้เอง ได้มีเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้น เมื่อบรรดาเจ้าหญิงแห่งแคว้นลอเรนน์ของฝรั่งเศส ได้อ้างสิทธิ์ในการเป็นพระญาติกับองค์มกุฎราชกุมาร เพื่อให้ได้เต้นรำกับพระองค์ก่อนบรรดาอาร์คดัชเชสจากออสเตรียที่มาร่วมงาน ท่ามกลางความกังวลของเหล่าผู้ดีทั้งหลาย ที่ได้มีการซุบซิบนินทาต่อต้าน "ผู้หญิงออสเตรีย" กันแล้ว และในเย็นวันนั้นเอง มีประชาชน 132 คนขาดใจตายกลางท้องถนน ในระหว่างพิธีเฉลิมฉลองงานมงคลอภิเษกสมรส

          มกุฎราชกุมารีผู้เยาว์ชันษาทรงมีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ในรั้วในวังของฝรั่งเศส พระสวามีของพระนางตีตนออกห่าง โดยการหนีไปออกป่าล่าสัตว์แต่เช้าตรู่ (ทั้งคู่เริ่มมีสัมพันธ์็ฉันสามีภรรยาอย่างแท้จริง ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2316) พระนางต้องทนทุกข์กับการปรับตัวเข้ากับพระราชพิธี และขนบประเพณีแบบฝรั่งเศส และทรงเกลียดการใช้ชีวิตกับผู้คนรอบข้าง นอกจากนั้นแล้ว พระนางยังได้รับคำปรึกษาทางไกลจากกรุงเวียนนา โดยการเขียนจดหมายโต้ตอบมากมายหลายฉบับกับพระมารดา และกับท่านเค้าท์แห่ง แมร์ซี-อาร์จองโต ผู้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตออสเตรียประจำกรุงปารีส ที่ประเทศฝรั่งเศส ท่านเค้าท์แห่ง แมร์ซี-อาร์จองโตเป็นผู้เดียวที่พระนางสามารถวางพระทัยได้ เนื่องจากดยุคแห่งชัวเซิลได้ถูกปลดจากตำแหน่งภายในเวลาไม่ถึงปีหลังการอภิเษกสมรส จากแผนการอันซับซ้อนซ่อนเืงื่อนของมาดาม ดู บาร์รี พระสนมผู้ทรงอิทธิพลของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 จดหมายโต้ตอบกับท่านเค้าท์แห่ง แมร์ซี-อาร์จองโต ได้กลายเป็นแหล่งข้อมูลชิ้นเยี่ยม ที่จะอธิบายชีวิตโดยละเอียดของมารี อองตัวเนตภายหลังการอภิเษกสมรสในปี พ.ศ. 2313 (ค.ศ. 1770) จนกระทั่งถึงการสิ้นพระชนม์ของพระนางมารี-เทเรสที่หนึ่ง พระมารดาในปี พ.ศ. 2323 (ค.ศ. 1780) ]

          เมื่อออสการ์เข้ารับราชการทหาร อังเดร กรังดิเออร์ เด็กรับใช้ภายในคฤหาสน์จาร์เจ หลายชายเพียงคนเดียวของแม่บ้านที่เป็นแม่นมและเลี้ยงดูออสการ์มาตั้งแต่เล็ก เพื่อเป็นเพื่อนเล่นและคู่มือในการฝึกซ้อมดาบแก่ออสการ์ ด้วยวัยที่ใกล้เคียงกันทำให้ทั้งสองสนินสนมกันอย่างรวดเร็ว และมักใช้เวลาส่วนใหญ่ในการฝึกฝนการซ้อมดาบและศิลปะการต่อสู้ ได้ติดตามออสการ์เข้าแวร์ซายส์ไปเช่นกัน

            ออสการ์มีหน้าที่ในการอารักขาและตามเสด็จเจ้าฟ้าหญิงมารี อองตัวแนตต์ ยามพระนางเสด็จออก ณ สถานที่ต่าง ๆ ภายหลังจากพิธีอภิเษกสมรสระหว่างมกุฎราชกุมารแห่งฝรั่งเศสและเจ้าฟ้าหญิงฯเสร็จสิ้น ฝรั่งเศสได้จัดงานเฉลิมฉลองต้อนรับว่าที่ราชินีแห่งฝรั่งเศสอย่างยิ่งใหญ่ ออสการ์ได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งองค์รักษ์ประจำพระองค์ของเจ้าฟ้าหญิงมารี อองตัวเนตต์ แต่ด้วยพระชนมายุที่อ่อนวัย ภายหลังจากดำรงตำแหน่งมกุฎราชกุมารีแห่งฝรั่งเศสได้ไม่นาน ทรงต้องเผชิญกับกฎระเบียบข้อบังคับที่เคร่งครัดตามราชประเพณีของราชวงศ์ฝรั่งเศส ที่ทำให้พระนางทรงรู้สึกอึดอัดพระทัยเป็นอย่างยิ่ง

            เนื้อเรื่องที่เป็นที่กล่าวถึงหลังจากพระนางมารีฯได้รับแต่งตั้งเป็นมกุฎราชกุมารีแห่งฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการแล้วคือ "สงครามวาที" นั่นเอง ซึ่งคู่กรณีได้แก่ พระนางมารี อองตัวแนตต์ มกุฎราชกุมารีอันดับหนึ่งแห่งฝรั่งเศส กับ พระสนมเอกคนโปรดของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 " มาดามดูบาร์รี "

           จากบันทึกตอนหนึ่ง แรกพบระหว่างสตรีสูงศักดิ์ทั้งสอง เจ้าหญิงน้อยถึงกับดำริชมในความงามของเธอ

          .....เธอเป็นคนงามอย่างน่ามหัศจรรย์ ผิวผ่องสดใส ผมเป็นสีอ่อนเลื่อมและยาวสลวย ดวงตาของเธอวาวหวานและเป็นสีน้ำเงิน  สังเกตเห็นว่าสมเด็จปู่ทอดพระเนตรเธอบ่อยๆ และวิธีพูดจาเธอก็ผิดแผกจากผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เธอไม่ใช้พัดปิดปากเวลาพูดจา และใครก็ตามที่เธอพูดด้วย มักจะแสดงกิริยาอึดอัดเหมือนจะไม่เต็มใจ แต่ต่างก็ดูสุภาพนอบน้อมต่อเธอดี...... 

          จุดฉนวนของความขัดแย้งระหว่างทั้งสองคนเริ่มต้นที่บรรดาพระธิดาในพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ทั้งสาม ซึ่งมีศักดิ์เป็นสมเด็จป้าของพระนางมารีฯ ซึ่งปกติก็มีทัศนคติไม่ค่อยจะดีต่อคนในราชสำนักนี้อยู่แล้ว

          ตอนหนึ่ง สมเด็จป้าองค์ใหญ่รับสั่งถึงพระนัดดาว่า

          "แบร์รี่" ทรงเรียกดังนั้นด้วยสวามีของฉันมีตำแหน่งเป็นเจ้าชายแห่งแบร์รี่ด้วย

          "เป็นเด็กประหลาด ไม่ชอบผู้หญิงหรอกนะ ผิดกับน้องชาย อาร์ตัวส์น่ะ อายุแค่นี้ก็มีผู้หญิง"เก็บ" แล้ว"

          และก็เอ่ยถึงมาดามดูบาร์รี่ว่านั่นล่ะ สนมลับของทูลกระหม่อมปู่ละ มาจากข้างถนนแท้ๆ...

          ด้วยความไร้เดียงสาและหัวอ่อนของพระนางฯทำให้การใส่ไฟของเหล่าสมเด็จป้าสำเร็จโดยง่าย เพราะพวกนางอ้างเชิงว่า การที่ทูลกระหม่อมปู่อนุญาตให้หญิงชั้นต่ำมาร่วมงานซึ่งจัดให้พระนางมารีฯโดยเฉพาะเช่นนี้ ก็เปรียบเสมือนหนึ่งเป็นการหยามหน้าพระนางมารีฯโดยตรง  โดยเฉพาะพระนางเองซึ่งถูกอบรมจากพระมารดา-พระนางมาเรีย เทเรซ่า ตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ว่าหญิงที่เป็นเช่นมาดามดูบาร์รี่นั้นไม่สมควรที่จะลดองค์ไปยุ่งเกี่ยวเป็นอย่างยิ่ง เพราะนางเหล่านั้นช่างกระทำการน่าละอายและไร้ศักดิ์ศรีอย่างยิ่ง กอปรกับฐิถิของขัตติยะนารีของพระนางฯ ทำให้พระองค์ไม่เคยแยแสมาดามดูบาร์รี่แม้แต่น้อย ราวกับเธอเป็นเพียงอากาศธาตุ สร้างความเจ็บแค้นให้กับมาดามดูบาร์รี่เป็นอย่างมาก ถึงขั้นฟ้องต่อหลุยส์ที่ 15 ในเรื่องที่เกิดขึ้น 

 

          เมื่อนานเข้า จากการกระทำอันหนักข้อเข้า ไม่ว่าจะทั้งทำท่าล้อเลียน ดูถูกมาดามดูบาร์รี่อย่างเปิดเผย ยุให้พระสหายหรือนางกำนัลทำท่าล้อเลียนเธอแล้วก็หัวเราะเยาะ จนถึงขั้นประกาศว่าพระนางฯจะไม่มีวันลดตัวลงไปพูดจากับสตรีที่มาจากข้างถนนเช่นมาดามดูบาร์รี ไม่ว่าเธอจะมีตำแหน่งใดๆในราชสำนักนี้ ในที่สุด ทูลกระหม่อมปู่ก็กริ้วและรับสั่งเรียกท่านผู้หญิงโนแอลส์(พระพี่เลี้ยงของพระนางมารีฯ)เข้าไปเฝ้า รับสั่งตำหนิโทษเธออย่างหนักฐานที่ปล่อยให้พระนางมารีฯพูดจาเหลวไหล และนำความไม่สงบสุขมาสู่พระองค์ท่าน การดูหมิ่นเหยียดหยามข้าในพระองค์ของท่านคนหนึ่งทำให้ท่านกริ้วมาก

 

          แต่พระนางมารีฯทรงรั้นได้ไม่นาน เนื่องจากผลกระทบต่อสถานภาพความมั่นคงระหว่างออสเตรียกับฝรั่งเศส (แป้งว่าหลุยส์ที่ 15 ดูจะเป็นเอามาก แค่เรื่องนี้ถึงกับเอ่ยว่าหากเจ้าหญิงยังไม่ตรัสกับสนมคนโปรด จะทรงประกาศสงครามกับออสเตรียอีกรอบ) สุดท้าย เพราะถูกกดดันจากคนรอบข้างรวมถึงสมเด็จแม่ของพระนางเอง พระนางมารีฯจึงจำใจต้องเอ่ยกับมาดามดูบาร์รี่จนได้ เพียงแค่ประโยคสั้นๆ " มาดามดูบาร์รี่ วันนี้อากาศดีมากนะ "

          **เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2317 (ค.ศ. 1774) พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศสเสด็จสวรรคต และพระนางมารี อองตัวเนต ได้ทรงขึ้นเป็นราชินีแห่งฝรั่งเศส และแห่งนาแวร์ แต่พฤติกรรมของพระนางไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2320 (ค.ศ. 1777) เป็นต้นมา กระแสต่อต้านพระนางเริ่มแพร่สะพัด พระนางถูกรายล้อมด้วยพระสหายสนิทจำนวนหนึ่ง (เจ้าหญิงแห่งลอมบาลล์ บารอนแห่งเบอซองวาล ดยุคแห่งควงยี รวมถึงโยลองด์ เดอ โปลาสตรง กับเคานท์เตสแห่งโปลินยัก) ซึ่งสร้างความอิจฉาริษยาให้แก่นางสนมคนอื่นๆ ด้วยการจัดหาเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับจำนวนมาก จัดงานเลี้ยงหรูหราฟุ่มเฟือย และจัดเกมการละเล่นที่มีเงินเดิมพันจำนวนมหาศาล

          ความอ่อนแอของพระสวามีของพระนางที่ทรงสนพระทัยทางด้านศิลปะโดยเฉพาะงานช่างตีลูกกุญแจ และการล่าสัตว์มากกว่าพระนาง ทำให้พระนางทรงหาทางหลบหลีกกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ของราชวงศ์ฝรั่งเศส ละทิ้งตำแหน่งมกุฎราชกุมารีด้วยการปลอมพระองค์ สวมหน้ากากปิดบังใบหน้า อำพรางพระองค์ เสด็จออกตามโรงละครต่าง ๆ เพื่อหาความสำราญ ทรงสนพระทัยงานเลี้ยงเต้นรำของเหล่าผู้ดี ที่จัดงานเต้นรำแทบทุกคืน ทุกครั้งที่พระนางมารี อองตัวเนต ปลอมพระองค์เป็นเลดี้ของท่านเคานท์คนหนึ่ง ออสการ์จะทำหน้าที่นายทหารราชองค์รักษ์ติดตามไปด้วยทุกครั้งแม้จะทรงทัดทานถึงความไม่เหมาะสมแล้วก็ตาม

 

           พระนางมารี อองตัวเนต ทรงสนุกสนานกับการปลอมพระองค์ ปิดบังฐานะที่แท้จริง ทรงเพลิดเพลินกับงานเลี้ยงและการเต้นรำของเหล่าผู้ดี จนกระทั่งในงานเลี้ยงต้อนรับท่านเคานท์แฟร์ซองแห่งสวีเดน พระนางมารี อองตัวเนต (ขณะนั้นมีพระชนมายุได้ 18 ชันษา)ตอบรับคำเชิญของเหล่าเลดี้ เสด็จมาร่วมงานเลี้ยงต้อนรับด้วยการปลอมพระองค์ สวมหน้ากากสีดำเสด็จพร้อมด้วยออสการ์เช่นเคย ระหว่างงานเลี้ยงเต้นรำ ท่านเคานต์ แอกเซล เดอ แฟร์ชองได้พบกับพระนางมารี อองตัวเนต เป็นครั้งแรกและประทับใจในความงามของพระนาง ถึงกับเสียมารยาทด้วยการถอดหน้ากากที่ปิดบังใบหน้าของพระนางมารี อองตัวเนต ออก เพื่อยลโฉมใบหน้าที่แท้จริงภายใต้หน้ากาก

           ออสการ์แสดงตัวในฐานะราชองค์รักษ์ เข้าขัดขวางเคานท์แฟร์ซอง พร้อมกับแสดงฐานะที่แท้จริงของพระนางมารี อองตัวเนต การพบกันครั้งแรกให้ทั้งสองต่างพึงพอใจซึ่งกันและกัน และแอบลักลอบพบกันหลายต่อหลายครั้ง จนทำให้เกิดข่าวลือเรื่องชู้สาวของพระนางลือกระฉ่อนไปทั่วฝรั่งเศส ทำให้ชื่อเสียงและเกียรติยศของพระนางมารี อองตัวเนต เสื่อมเสีย ราชวงศ์ฝรั่งเศสได้รับผลกระทบจากข่าวลือที่กระจายไปทั่ว ออสการ์ในฐานะนายทหารรักษาพระองค์และคนสนิทของพระนางมารี อองตัวเนต ได้แก้ไขสถานการณ์ด้วยการขอร้องให้เคานท์แฟร์ซอง เดินทางกลับสวีเดน

            เคานท์แฟร์ซอง ตัดสินใจเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อยุติข่าวลือตามที่ออสการ์ขอร้อง และเข้าร่วมรบในสงครามปลดปล่อยอเมริกา มารีเองก็เข้าพระทัยในสถานการณ์ดีจึงยอมให้ชายคนรักเดินทางจากไป

             ทางด้านพระนางมารี อองตัวเนต เสียพระทัยเป็นอย่างยิ่งที่คนรักของพระนางต้องจากไป จึงทรงเริ่มเปลี่ยนแปลงพระองค์ด้วยการสั่งซื้อเสื้อผ้าและเครื่องประดับราคาแพง เสด็จออกงานเลี้ยงเต้นรำแทบทุกคืน เพื่อให้พระนางทรงลืมเคานท์แฟร์ซอง ชายผู้เป็นที่รัก โดยความสนับสนุนของมาดามโพลิกแนค พระสหายสนิทของพระนางมารีฯ แต่แท้จริงแล้ว เธอเป็นเพียงหญิงม่ายที่มีความทะเยอทะยานและมักใหญ่ใฝ่สูง หวังพึ่งบารมีและอำนาจขององค์ราชินีเพื่อความปรารถนาของเธอและสามีเท่านั้น ถึงขนาดร้องขอพระนางให้เลื่อนยศตำแหน่งให้สามี เพิ่มเงินเดือนให้มากกว่าข้าราชสำนักคนใดที่เคยมีมาในแวร์ซายส์ (ว่ากันว่า เงินเดือนก้อนนั้นเป็นเงินก้อนโตแทบจะเรียกได้ว่ามีมูลค่าเท่ากับเงิน 5 แสนฟรังค์ในสมัยนั้นทีเดียว ) อีกทั้งยังเป็นคนยุยงให้พระนางทรงเล่นการพนันซึ่งตามกฎมณเฑียรบาลแล้ว ถือเป็นสิ่งต้องห้ามเด็ดขาด แต่ด้วยความพระทัยอ่อนของหลุยส์ที่ 16 จึงยอมตามใจพระมเหสีสักครั้ง โดยหารู้ไม่ว่าปริมาณเงินที่พระนางสูญเสียไปกับการพนันนี้ ทำให้เงินในพระคลังมลายหายไปในพริบตาเป็นมูลค่ามหาศาล

            การใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายของพระนางมารี อองตัวเนต ทำให้การเก็บภาษีอาการจากราษฎรต้องเพิ่มมากขึ้น ความยากจนแพร่กระจายไปทั่วฝรั่งเศส ราษฎรต่างเคียดแค้นพระนางมารี อองตัวเนต ที่เป็นทรงใช้จ่ายเงินทองเพื่อความต้องการของพระนาง  ออสการ์เองแม้อยากจะห้ามหรือเตือนสติพระนางมารีฯในความไม่เหมาะสมที่นำเงินภาษีจากประชาชนมาใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายเช่นนั้นแต่ก็ทำไม่ลง เนื่องจากเข้าใจดีว่าขณะนี้ พระนางทรงรู้สึกเหงา อ้างว้างและว้าเหว่เพียงใด  จนท้ายที่สุด เมื่อเห็นว่าหากยังปล่อยให้พระนางทำเช่นนี้อีก ความศรัทธาของเหล่าประชาชนต่อเหล่าราชวงศ์ต้องสั่นคลอน ออสการ์จึงตัดสินใจเข้าทูลความจริงเพื่อเตือนสติพระองค์อย่างจริงจัง พระนางมารีจึงรู้สึกองค์เองได้ และสัญญาว่าจะไม่ทำเช่นนี้อีก

              ระหว่างเหตุการณ์ช่วงนี้ โรซาลี่ ซึ่งเดิมเป็นเด็กสาวสามัญชนผู้ยากจนธรรมดา สูญเสียแม่ซึ่งถูกรถม้าของสตรีขุนนางชนตาย ทำให้เธอเจ็บแค้นและสัญญากับตัวเองว่าจะต้องล้างแค้นให้ได้ และเพราะเหตุเข้าใจผิดว่าบ้านของออสการ์เป็นพระราชวังแวร์ซายส์ ทำให้เธอเกือบพลั้งเผลอสังหารมารดาของออสการ์ เมื่อออสการ์ทราบเรื่องจึงนึกสงสารและเห็นใจในชะตากรรมของเด็กสาวตัวเล็กๆจึงออกปากให้โรซาลี่มาอยู่ที่บ้านในฐานะญาติห่างๆของเธอเอง โดยทั้งเธอและอังเดรจะช่วยสืบตัวหาฆาตรกรที่ฆ่าแม่ของโรซาลี่ให้ด้วย ซึ่งโรซาลี่เองก็ต้องฝึกและเรียนรู้สิ่งต่างๆที่คุณหนูลูกผู้ดีพึงกระทำ เพื่อเวลาออสการ์พาไปออกงานจะได้ไม่ผิดสังเกตและง่ายต่อการตามหาคนร้ายซึ่งแม้จะไม่ทราบชื่อ แต่โรซาลี่ก็จดจำใบหน้านั้นได้ไม่มีวันลืม

            จนกระทั่งวันหนึ่งที่ออสการ์พาโรซาลี่เข้าแวร์ซายส์เป็นครั้งแรก และที่นั่น โรซาลี่ก็พบฆาตรกรที่ฆ่าแม่ตนจนได้ - มาดามโพลิแนคนั่นเอง แต่โรซาลี่ก็มิอาจทำอะไรได้เมื่อยิ่งมาทราบภายหลังว่าแท้จริงแล้ว แม่ที่แท้จริงของเธอคือมาดาโพลิแนค ส่วนแม่ที่เลี้ยงดูเธอมา คือเพื่อนสมัยวัยเยาว์ของโพลิแนคนั่นเอง

            ด้านฝ่ายมาดามโพลิแนคหลังสูญเสียชาร์ลอต บุตราสาวคนเล็กไปเพราะไม่อยากแต่งงานกับดยุคผู้น่ารังเกียจอายุคราวพ่อของเธอจึงโดดจากหอคอยฆ่าตัวตายไป จึงเบนความสนใจหวังจะรับโรซาลี่กลับมาอยู่กับตนอีกครั้ง แม้แรกๆ โรซาลี่จะไม่ยอมไปเด็ดขาด แต่เพราะโพลิแนคกุมความลับอะไรบางอย่าง (ซึ่งเราเองก็จำไม่ได้ว่าอะไรหนอ) เกี่ยวกับออสการ์เอาไว้ ทำให้โรซาลี่จำใจต้องจากออสการ์ไป

            เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2321 (ค.ศ. 1778) มารี อองตัวเนตได้มีประสูติกาลพระธิดาองค์แรก ที่มีพระนามว่า มารี-เทเรสแห่งฝรั่งเศส (ชาตะ พ.ศ. 2321 - มรณะ พ.ศ. 2394) หรือมีชื่อเล่นว่า "มาดามรัวยาล" และเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2324 (ค.ศ. 1781) ก็ถึงคราวให้กำเนิดเจ้าชายหลุยส์-โจเซฟ มกุฎราชกุมาร แต่ประสูติกาลเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลดีแก่พระนางมารี อองตัวเนต เนื่องจากมีผู้กล่าวหาว่าโอรสธิดานั้นไม่ได้มีเื้ชื้อสายของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พระนางได้หันกลับมาใช้ชีวิตที่สนุกสนานเช่นเดิมอย่างรวดเร็ว และได้เฝ้าดูการก่อสร้างหมู่บ้านชนบทที่พระราชวังแวร์ซาย ให้เป็นฟาร์มขนาดเล็กที่พระนางเชื่อว่าทำให้ได้ค้นพบชีวิตชาวนาอันผาสุก ต่อมาเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2328 (ค.ศ. 1785) พระนางได้ให้กำเนิดพระโอรสองค์ที่สอง มีพระนามว่าเจ้าชายหลุยส์-ชาร์ล ดำรงตำแหน่งดยุคแห่งนอร์มงดี

            ช่วงระหว่าง 4 ปีที่แฟร์ชองไม่อยู่ ที่แวร์ซายส์ก็มีคดีอื้อฉาวเกิดขึ้น อย่างเช่น คดีสร้อยพระศอเพชรของพระนางมารี อองตัวแนตต์ 

ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2328 (ค.ศ. 1785) เมื่อนายโบห์แมร์เรียกร้องเงินจำนวน หนึ่งล้านห้าแสนปอนด์จากองค์ราชินี เป็นค่าสร้อยคอเพชรที่พระคาร์ดินัล เดอ โรออง เป็นผู้ว่าจ้างให้ทำขึ้นในนามของราชินี มารี อองตัวเนตยืนยันที่จะให้จับกุมพระคาร์ดินัล แล้วเรื่องก็แดงขึ้นมา องค์กษัตริย์ได้มอบหมายให้รัฐสภาจัดการเรื่องนี้ ที่ในที่สุดก็ทราบตัวการ คือคู่รักที่อ้างว่าเป็นเค้าท์และเค้าท์เตสมอธ ที่ไปหลอกลวงพระคาร์ดินัลโรอองผู้บริสุทธิ์อีกต่อหนึ่ง แม้ว่าสมเด็จพระราชินีจะไ่ม่มีความผิดเช่นกัน แต่ก็เสียพระเกียรติเป็นอันมาก เมื่อพระนางขอให้พระมหากษัตริย์เบิกตัวพระคาร์ดินัลเดอ โนไอญ์ และให้ส่งตัวพระนางไปลี้ภัยในที่สังฆมณฑลแห่งหนึ่งของพระคาร์ดินัลนี้

             มารี อองตัวเนตได้ทราบถึงชื่อเสียงที่เสื่อมเสียของพระนางในที่สุด และได้พยายามตัดลดค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าปรับปรุงพระตำหนักของพระนาง ซึ่งก่อให้เกิดเรื่องอื้อฉาวระลอกใหม่ขึ้นในพระราชวัง เมื่อพระสหายโปรดเห็นว่าพวกเขาไม่มีภาระหน้าที่อีกต่อไป พระนางทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้ พระนางยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่อไป และได้รับการขนานพระนามว่า "มาดามหนี้ท่วมหัว" และมีคนกล่าวหาพระนางว่าเป็นต้นเหตุของการต่อต้านรัฐสภาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 รวมทั้งการแต่งตั้งและถอดถอนรัฐมนตรีหลายคนโดยไม่มีเหตุผลสมควร อันที่จริงแล้ว ในปี พ.ศ. 2331 (ค.ศ. 1788) พระนางเป็นผู้เรียกร้องให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ปลดนายโลเมนี เดอ เบรียนน์ผู้เสื่อมความนิยม และแต่งตั้งนายชัค เนคแกร์ขึ้นแทน แต่การกระทำดังกล่าวก็สายไปที่จะกอบกู้ชื่อเสียงคืนมา

             เคานท์แฟร์ซอง ที่กลับมาจากสงครามที่อเมริกาเข้ารับตำแหน่งพันเอกในกองทหารรักษาพระองค์ ภายในพระราชวังแวร์ซายส์ สร้างความปลื้มปิติและดีพระทัยอย่างยิ่งของราชินีฝรั่งเศส ซึ่งเหตุการณ์ช่วงนี้ หากเป็นในอนิเมชั่น ความสัมพันธ์ระหว่างออสการ์ แฟร์ชอง อังเดร และพระนางมารีฯค่อยๆเปลี่ยนไปทีละน้อย

 

             เริ่มจากออสการ์เองที่พอได้ยินจากแฟร์ชองว่าจะพยายามตัดใจจากพระนาง ทำให้ออสการ์เริ่มมีความหวังจากส่วนลึกของหัวใจว่าจะสามารถรักแฟร์ชองได้   แต่แล้ว เมื่อแฟร์ชองทราบความเป็นไปของฝรั่งเศสว่าประชาชนเริ่มต่อต้าน เกิดกลุ่มจราจลไปทั่วปารีส มีการทำร้ายขุนนางบ่อยเข้า รวมถึงกระแสต่อต้านและความเกลียดชังโถมใส่ต่อสตรีอันเป็นที่รัก - มารี อองตัวแนตต์แล้ว ทำให้แฟร์ชองรู้สึกเจ็บปวด ไม่อาจทอดทิ้งพระนางไปได้ ออสการ์เมื่อทราบความในใจของแฟร์ชองว่าจะกลับมายืนเคียงข้าง ต่อสู้ร่วมไปกับพระนางนั้นจึงได้แต่เก็บความเศร้าโศกไว้เพียงลำพัง ซึ่งกว่าแฟร์ชองจะรู้ความในใจของออสการ์ก็สายไปเสียแล้ว....

 

             อีกคดีที่เกิดขึ้นต่อมาคืออัศวินชุดดำซึ่งแท้จริงเป็นขโมยสามัญชนซึ่งจะบุกเข้าเอาทรัพย์สินจากบ้านขุนนางไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้านในปารีสผู้ยากไร้ ร้อนถึงออสการ์ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบส่วนนี้ ต้องแกะรอยตามสืบหาตัวจริงของขโมยคนนี้มาลงโทษ และด้วยความร่วมมือของอังเดร แม้ท้ายสุดจะไล่ต้อนจนจับหัวขโมยได้ แต่ก็ต้องแลกกับดวงตาข้างขวาของอังเดรที่ไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้เลย

             ด้วยความที่ต้องการกลับมาเป็นตัวของตัวเองคือ ชายชาตินักรบดังเช่นสมัยก่อน ไม่ต้องการให้มีความรู้สึกเช่นหญิงสาวที่ผิดหวังในรักจนอ่อนแออีกต่อไปนั้น ออสการ์จึงขอลาออกจากตำแหน่งนายพลกองทหารรักษาพระองค์ของฝรั่งเศส แล้วไปประจำการตำแหน่งผู้บัญชาการนายกองธรรมดาๆเท่านั้น ( ซึ่งยศและศักดิ์ฐานะต่ำกว่าตำแหน่งเดิมมากราวฟ้ากับดิน ) แม้ตอนแรกพระนางมารีฯจะทรงไม่เห็นชอบด้วย แต่เพราะออสการ์ตัดสินใจเช่นนั้นแล้ว จึงทรงอ่อนพระทัยให้ตามที่ออสการ์ร้องขอ

 

             เนื้อเรื่องดำเนินมาถึงตอนที่ออสการ์เข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยรบลาดตระเวนกรุงปารีสแล้ว ซึ่งจากการที่ได้คลุกคลีอยู่กับนายทหารชั่นต่ำซึ่งเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่มาเป็นทหารเพื่อประทังปากท้องและครอบครัว ไม่ได้จริงจังต่อหน้าที่เท่าไหร่นัก สร้างความหนักใจให้ออสการ์ไม่น้อย แต่เพราะความเป็นผู้นำ อ่อนโยนและรักลูกน้อง ท้ายสุด ผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนจึงยอมรับให้ออสการ์เป็นหัวหน้าของพวกเขา

             ออสการ์เองก็มิได้นิ่งนอนใจ จากภาพที่เห็น และหลังจากที่คิดอย่างดีแล้วจึงตัดสินใจไปกราบทูลขอให้พระนางมารีฯ อย่าได้โปรดให้ทหารที่ทรงเรียกรวมพลกลับมาจากทั่วทุกสารทิศเพื่อสลายกลุ่มจราจลหรือพวกปฏิวัติราชวงศ์ อย่าได้หันปืนเข้าใส่ประชาชน...ใส่เหล่าลูกหลานของพระองค์เองเลย ออสการ์กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม น้ำใสๆเอ่อล้นออกจากนัยน์ตาคู่งาม ทว่า ก็ยังคงมองไปที่สตรีที่ตนรักและเทิดทูนที่สุดอย่างรอในคำตอบ ทว่า...มารีได้แต่ร่ำไห้ น้ำตานองหน้าว่าทำไม่ได้ พระนางไม่สามารถทำเช่นนั้นได้

             เมื่อออสการ์ได้ฟังเช่นนั้น จึงลุกขึ้นยืนถวายความเคารพอย่างนอบน้อมที่สุด ก่อนจะหันหลังเดินจากไป แต่มารีก็เอ่ยออกมาเป็นภาษาฝรั่งเศสด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แปลความได้ว่า " ลาก่อน...แล้วพบกันใหม่ " แต่ส่วนลึกของจิตใจ ทั้งสองต่างรู้ดีว่า การลาจากกันครั้งนี้ คงจะเป็นการพบกันครั้งสุดท้ายตลอดชั่วชีวิตของสหายรักทั้งสองแล้ว

              เหตุการณ์เลวร้ายในฝรั่งเศสทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยลำดับคือ...

              เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1789 ได้มีการจัดตั้งสภาที่ปรึกษาของกษัตริย์ขึ้น ระหว่างพิธีมิสซาเพื่อการเิปิดสภาอย่างเป็นทางการ สาธุคุณเดอ ลา ฟาร์ ผู้อยู่บนบัลลังก์สงฆ์ ได้กล่าวประนามมารี อองตัวเนตอย่างเปิดเผย ด้วยการตีแผ่การใช้ชีวิตในราชสำนักอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย และยังกล่าวว่าผู้ที่รู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตหรูหราดังกล่าวได้หลบไปหาความสำราญด้วยการ ใช้ชีวิตเลียนแบบธรรมชาติอย่างไร้เดียงสา อันเป็นคำประชดประชันแดกดันด้วยการเปรียบเปรยถึงชีวิตในพระตำหนักเปอติ ทรีอานง บ้่านไร่ในพระราชวังแวร์ซายที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 สร้างขึ้นเพื่อมอบให้กับพระนางมารี อองตัวเนต (ตามที่เขียนไว้ใน บันทึกเกี่ยวกับคณะสมาชิกสภา ของ อาเดรียง ดูเกสนัว)

               เมื่อวันที่่ 4 มิถุนายน มกุฏราชกุมารพระองค์น้อยได้สิ้นพระชนม์ลง ได้มีการจัดพิธีพระศพขึ้นที่วิหารน้อยซังต์-เดอนีส์เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย กิจกรรมทางการเมืองไม่อนุญาตให้เชื้่อพระวงศ์ไว้ทุกข์ได้อย่างสะดวกนัก มารี อองตัวเนต ผู้ซึ่งปั่นป่วนพระทัยจากเหตุการณ์นี้ และเสียความเชื่อมั่นจากเหตุการณ์ในที่ประชุมสภาที่ปรึกษากษัตริย์ จึงปักใจเชื่อในแนวคิดต่อต้านการปฏิวัติ ในเดือนกรกฎาคม พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ได้สั่งปลดนายชาก เนกแกร์ องค์ราชินีได้เผาเอกสารต่างๆ และรวบรวมเพชรนิลจินดาของพระนาง และกราบทูลโน้มน้าวให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เสด็จออกจากพระราชวังแวร์ซายไปหลบในปราสาทที่เป็นป้อมปราการแข็งแกร่งกว่านี้ ห่างไกลจากกรุงปารีส หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2332(ค.ศ. 1789) หน้งสือต่อต่านระบอบกษัตริย์ถูกแจกจ่ายไปทั่วกรุงปารีส ผู้ใกล้ชิดพระนางถูกหมายหัว และพระเศียรของมารี อองตัวเนตถูกตั้งราคาไว้ มีคนกล่าวหาพระนางว่าต้องการลอบวางระเบิดรัฐสภาและต้องการส่งทหารเข้ามาในกรุงปารีส

            เมื่อวันที่ 1 ตุลาึคม ได้เกิดเรื่องอื้อฉาวครั้งใหม่ขึ้น ขณะที่มีงานเลี้ยงพระกระยาหารโต๊ะยาวโดยเหล่าราชองครักษ์จากพระตำหนักทหารขององค์กษัตริย์ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้แก่กองทหารเรือจากฟลองเดรอที่เพิ่งกลับมาถึงกรุงปารีส ได้มีการโห่ร้องถวายพระพรแก่องค์ราชินี อีกทั้งประดับประดาสถานที่ด้วยธงชัยสีขาว และธงไตรรงค์ิ ประชาชนในกรุงปารีสได้มีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับงานพระราชพิธีนี้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการถวายช่อดอกไม้ ในขณะที่ประชาชนขาดแคลนขนมปัง

             เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ขบวนประท้วงของเหล่าสตรีได้เดินทางมาถึงพระราชวังแวร์ซาย เื่พื่อเรียกร้องขอขนมปัง โดยกล่าวว่าพวกเขากำลังเดินทางไปหา คนทำขนมปังชาย (พระมหากษัตริย์) และคนทำขนมปังหญิง (องค์ราชินี) รวมทั้ง บุตรชายของคนทำขนมปัง (มกุฎราชกุมาร) ในเช้าวันรุ่งขึ้น ประชาชนผู้ลุกฮือติดอาวุธด้วยหอกและมีด ได้บุกเข้าไปในพระราชวัง สังหารองครักษ์เพื่อเป็นการข่มขวัญเชื้อพระวงศ์ ทำให้บรรดาเชื้อพระวงศ์จำต้องเดินทางกลับกรุงปารีสโดยมีกองทหารของมาร์กี เดอ ลา ฟาแยต และเหล่าผู้ลุกฮือตามประกบ ระหว่างทาง ได้มีผู้ข่มขู่องค์ราชินีโดยกาีรให้ทอดพระเนตรเชือกเส้นหนึ่ง พร้อมกับกราบทูลว่าจะใช้เสาโคมในกรุงปารีสแขวนคอพระนางด้วยเชือกเส้นนี้

               ออสการ์และอังเดรเข้าร่วมต่อสู้ในการปฏิวัติของราษฎรตามหน้าที่ แต่ทั้งสองถูกยิงเสียชีวิต

  

วาระสุดท้ายของอังเดร ทำให้ออสการ์เสียใจมาก

 

 พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พระนางมารี อองตัวเนต และเจ้าชายโจเซฟ รวมทั้งเชื้อพระวงศ์ในราชวงศ์ฝรั่งเศส ถูกจับและนำตัวไปคุมขังเพื่อรอการพิพากษา พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ถูกนำตัวไปประหารชีวิตก่อน สร้างความตึงเครียดและความหวาดกลัวแก่พระนางมารี อองตัวเนต ทำให้เส้นพระเกศาสีทองเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลนเพียงชั่วข้ามคืน ก่อนทีพระนางจะถูกนำตัวไปประหารชีวิตด้วยกิโยติน เพื่อชดใช้สำหรับประชาชนที่ต้องสูญเสียชีวิตและเงินทองเป็นค่าภาษีให้พระนางใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

 ***เสริม :

**ระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

             เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม รัฐสภาแห่งชาติได้ประกาศให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16ครองราชย์เป็นกษัตริย์แ้ห่งฝรั่งเศสที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย พระองค์ได้ร่วมกับพระนางมารี อองตัวเนตขอความช่วยเหลือจากราชวงศ์ต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก กษัตริย์แห่งปรัสเซีย พระเจ้าชาร์ลที่ 4 แห่งสเปน และพระเจ้าโจเซฟที่ 2 แห่งออสเตรีย พระเชษฐาของพระนางมารี อองตัวเนต แต่กษัตริย์แห่งเสปนได้ตอบกลับอย่างคลุมเครือ และเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2333 (ค.ศ. 1790) พระเจ้าโจเซฟที่ 2 แห่งออสเตรียเสด็จสวรรคต ลา ฟาแยตได้แนะนำอย่างเย็นชาให้มารี อองตัวเนตหย่ากับกษัตริย์ ยังมีบางกระแสได้กล่าวอย่างเปิดเผยว่าจะดำเนินคดีกับพระนางเรื่องมีชายชู้ และจับได้ว่าพระนางลอบเป็นชู้กับท่านเค้าท์ ฮาน แอกเซล เดอ เฟอร์เสน

 

              ราวปลายปี พ.ศ. 2333 บารอน เดอ เบรอเตย ได้เสนอแผนการหลบหนี ด้วยการหนีออกจาพระราชวังตุยเลอรี และเข้ายึดป้อมปราการที่เมืองมงต์เมดี ให้กับชายแดน องค์ราชินีต้องอยู่ตามลำพังพระองค์เองมา่กขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเดือนตุลาคม ปีพ.ศ. 2333 แมร์ซี-อาร์จองโต ได้ออกจากฝรั่งเศส เพื่อไปรับตำแหน่งในสถานเอกอัครราชทูตแห่งประเทศเนเธอร์แลนด์ ในขณะที่พระเจ้าเลโอโปลด์ที่ 2 กษัตริย์องค์ใหม่แห่งออสเตรีย พระเชษฐาอีกพระองค์ของมารี อองตัวเนต ปฏิเสธที่จะช่วยพระนาง ในวันที่ 7 มีนาคม ได้มีผู้จับได้ว่าแมร์ซี-อาร์จองโต ส่งจดหมายถึงพระนาง และได้นำเรื่องใ้ห้คณะปฏิวัติดำเนินการ จึงเกิดเป็นเรื่องอื้อฉาวขึ้นว่า นั่นเป็นหลักฐานว่าพระนา่งได้มีส่วนพัวพันกับ "คณะกรรมาธิการออสเตรีย" และได้เจรจาจะขายชาติให้กับประเทศออสเตรีย

 

               เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน กลุ่มก่้อการปฏิวัติได้บุกกรุงปารีส ทันใดนั้นเอง ชาวกรุงปาีรีสก็พบว่ากษัตริย์กับราชินีได้หลบหนีไปแล้ว แต่มาร์ควิส เดอ ลา ฟาแยตต์ได้โน้มน้าวให้กลุ่มก่อการปฏิวัติเชื่อว่ากษัตริย์ถูกกลุ่มต่อต้านการปฏิวัติลักพาตัวไป พระราชวงศ์ที่หลบไปนอกกรุงปารีสไม่จำเป็นต้องซ่อนตัวอีกต่้อไป แต่โชคร้ายที่ราชรถของพวกพระเจ้าหลุยส์และพระนางมารี อองตัวเนตมาถึงช้าไปกว่าสามชั่วโมง และเมื่อพวกเขามาถึงจุดนัดพบจุดแรก ที่จุดแวะพักปงต์-เดอ-ซอม-เวสเลอ กองทหารที่จะมาช่วยได้จากไปเสียแล้ว โดยคิดว่าพระมหากษัตริย์เปลี่ยนพระทัย ก่อนจะถึงเที่ยงวันเล็กน้อย ราชรถถูกจับได้ที่เมืองวาเรนน์-ออง-อาร์กอนน์ เนื่องจากเจ้าของจุดแวะพักจุดก่อนจำพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ได้ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ไม่มีใครทราบว่าจะทำอย่างไรดี และในขณะนั้นเอง ได้มีฝูงชนหลั่งไหลมาที่เมืองวาเรนน์ ท้ายที่สุด ราชวงศ์ที่กำลังถูกคุกคาม ได้ถูกนำตัวกลับไปยังกรุงปารีส ภายใต้บรรยากาศโหดร้ายอันเรียบเชียบเงียบงัน

ภายหลังเหตุการณ์ที่เมืองวาเรนน์

            เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ถูกไต่สวนโดยคณะผู้แทนของสภาแห่งชาติ พระองค์ได้ตอบคำถามอย่างคลุมเครือ คำตอบที่ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก จนมีกระแสเรียกร้องให้ถอดถอนพระองค์จากตำแหน่งกษัตริย์ ทางด้านพระนางมารี อองตัวเนตได้พบกับอองตวน บาร์นาฟ อย่างลับๆ โดยต้องการโน้มน้าวให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ยอมรับตำแหน่งกษัตริย์ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในที่สุด เมื่อวันที่ 13 กันยายน พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ก็ยอมรับระบอบประชาธิปไตย และในวันที่ 30 กันยายน ได้มีการยุบสภาที่ปรึกษากษัตริย์ และตั้งสภานิติบัญญัติขึ้นมาแทนที่ แต่อย่างไรก็ดี ข่าวการทำสงครามกับราชวงศ์ของประเทศเพื่อนบ้านได้แพร่สะพัดไปทั่ว ในบรรดาเชื้อพระวงศ์ของยุโรปทั้งหมด ออสเตรียทำให้ชาวฝรั่งเศสรู้สึกกดดันที่สุด ประชาชนจึงได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านมารี อองตัวเนตและเรียกพระนางว่าเป็น "นางปิศาจ" หรือไม่ก็ "มาดามผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อกฎหมาย" และยังกล่าวโทษว่าพระนางเป็นผู้ทำให้เมืองหลวงนองไปด้วยเลือด เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2335 (ค.ศ. 1792) คำแถลงการณ์แห่งบรุนส์วิก ที่ได้รับแรงบันดาลใจส่วนใหญ่มาจากท่านเคานท์ ฮาน แอกเซล เดอ เฟอร์เสน ได้จุดเพลิงแค้นของประชาชนชาวฝรั่งเศสได้สำเร็จในที่สุด

 

              ประชาชนได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านอำนาจรัฐเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ด้วยการบุกพระราชวังตุยเลอรี พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 จำต้องลี้ภัยในสภาคณะปฏิวัติแห่งชาติ ที่ต่อมาได้ลงคะแนนให้ถอดถอนพระองค์ชั่วคราว และให้พระองค์เสด็จไปประทับที่คอนแวนต์ของนิกายเฟยยองต์ วันรุ่งขึ้น เชื้อพระวงศ์ก็ถูกนำตัวมาไว้ที่ห้องขังของโบสถ์ ระหว่างการสังหารหมู่เชื้อพระวงศ์ในเดือนกันยายน เจ้าหญิงแห่งลอมบาลล์ถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหดเพื่อเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู และพระเศียรของเจ้าหญิงถูกเสียบไว้ที่ปลายหอกและตั้งไว้นอกหน้าต่างห้องที่ประทับของพระนางมารี อองตัวเนต ไม่นานต่อมา หลังจากที่สงครามได้เริ่มขึ้น สภาคณะปฏิวัติได้ประกาศให้เชื้อพระวงศ์ตกอยู่ในฐานะตัวประกัน ราวต้นเดือนธันวาคม ได้มีการค้นพบ"เสื้อเกราะเหล็ก"ที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ใช้ซ่อนเอกสารลับของพระองค์ จึงจำเป็นต้องจัดการไต่สวนคดีขึ้นโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้

 

               เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม สภาคณะปฏิวัติแห่งชาติฝรั่งเศสได้ลงมติให้ประหารกษัตริย์ ส่งผลให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16ถูกประหารเมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2336 (ค.ศ. 1793) ต่อมาในวันที่ 27 มีนาคม แมกซิมิเลียง เดอ โรปสปิแยร์ได้เรียกร้องกับสภาคณะปฏิวัติแห่งชาติฝรั่งเศสเป็นครั้งแรก ให้จัดการกับราชินีอีกองค์ วันที่ 13 กรกฎาคม องค์มกุฎราชกุมารก็ถูกลักพาตัวไปจากพระมารดาและถูกมอบให้อยู่ในความดูแลของอองตวน ซิมง ช่างทำรองเท้า และในวันที่ 2 สิงหาคม ก็ถึงคราวที่พระนางมารี อองตัวเนตถูกพรากจากเหล่าเจ้าหญิงและนำตัวไปยังทัณฑสถานกรุงปารีส การไต่สวนพระนางจะเริ่มต้นในวันรุ่งขึ้น

การพิจารณาคดี

             วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2336 มารี อองตัวเนตถูกตั้งข้อหาโดยศาลปฏิวัติ โดยฟูกิเยร์-ทังวิลล์ ผู้ฟ้องร้องแทนประชาชน หากแม้นว่าการพิจารณาคดีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ยังคงไว้ซึ่งกระบวนการยุติธรรม การพิจารณาคดีของราชินีมิได้เป็นเช่นนั้นเลย ได้มีการทำสำนวนฟ้องขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นเอกสารที่ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากนายฟูกิเยร์ เดอ ทังวิลล์ไม่สามารถหาเอกสารของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พบทุกชิ้น และเืพื่อให้สามารถตั้งข้อกล่าวหาแก่พระนางมารี อองตัวเนตได้ เขามีแผนที่จะให้มกุฎราชกุมารขึ้นให้การต่อศาลในทางเป็นปฏิปักษ์ต่อพระมารดา ซึ่งต่อหน้าศาล มกุฎราชกุมารพระองค์น้อยได้กล่าวหาพระมารดา และพระมาตุจฉาว่้าเป็นผู้สอนให้พระองค์สำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง และบังคับให้เล่นเกมสวาท พระนางมารี อองตัวเนตผู้เสื่อมเสียพระเกียรติได้เรียกราชเลขามาขึ้นให้การ พระนางพ้นจากการถูกรุมประชาทัณฑ์ได้อย่างเส้นยาแดงผ่าแปด แต่พระนางยังถูกตั้งข้อกล่าวหาอีกว่าสมรู้ร่วมคิดกับประเทศมหาอำนาจต่างชาติ และเมื่อพระนางยังคงยืนกรานความบริสุทธิ์ นายแอร์มานน์ ประธานศาลปฏิวัติ ได้กล่าวว่าพระนางเ