ละเหี่ยใจเด็กไทยเมินเรียนหมอ
posted on 18 Apr 2008 11:26 by aillinks in Mouthsขอออกตัวก่อนนะคะว่าบทความนี้เราเขียนขึ้นจากความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ ไม่ได้มีเจตนาอะไรทั้งสิ้น แค่ต้องการบ่นๆไปตามประสาคนๆหนึ่งเท่านั้นที่พบเจอด้วยตัวเอง หรือฟังจากที่เขาๆเล่ากันมา
หากใครอ่านแล้วไม่พอใจก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ
--------------------------------------------------------------
หลายวันที่ผ่านมาเห็นหนังสือพิมพ์และสื่อต่างๆประโคมข่าว(มุมเล็กๆ ต่างจากข่าวฆ่าข่มขืนรายวันหรือข่าวการเมือง เสียเหลือเกิ๊น) ว่าเด็กไทยยุคนี้สละสิทธิ์เรียนแพทย์กันเยอะมาก มากอย่างน่าใจหาย
รายละเอียดของข่าวหลายหัวข้อเราไม่ขอพูดถึงละกัน ไม่งั้นเขียนกันวันนี้ก็คงไม่จบ แต่สิ่งที่เราได้อ่านและได้ฟังมามันทำให้ความคิดเกิดประจุช็อตกะทันหันแล้วอยากมาเขียนเมาท์ลงเอนทรี่จริงๆ
อย่างแรกที่ทำให้เราคิดว่าเด็กสมัยนี้ทำไมถึงไม่เรียนหมอน่ะเหรอ คำตอบก็เห็นกันไม่เว้นแต่ละวัน ยิ่งช่วงหลังๆมานี้เด่นหลาซะ อะโหย! "การฟ้องร้องต่อคนไข้" เอย "ทำงานหนักกว่าเดิมแต่ได้เงินเดือนเท่าเดิม"เอย (ประเด็นหลังคงไม่ต้องถามว่าสาเหตุมันมาจากไหน หากตามข่าวการเมืองสมัยเมื่อ 4 ปีก่อนเป็นต้นมายันปัจจุบันคงทราบกันดี) และยังมีปัญหาจุกจิกอีกสารพัดซึ่งทำให้ประเทศไทยแม้จะขยันหาทางแก้ปัญหาเพิ่มบุคคลากรทางการแพทย์มากเท่าไหร่ แต่ก็ไม่วายเกิดภาวะสมองไหล หรือไม่ก็หมอที่สร้างมาต้องมาเลิกประกอบวิชาชีพนี้ไปเลยมีก็มาก
บางคน (แน่นอนว่ารวมถึงเราด้วย) ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่มีความเชื่อมาตั้งแต่จำความกันได้ ว่าหมอนั้นเป็นวิชาชีพที่มีเกียรติ ได้รับความเชื่อถือจากคนรอบข้าง และเป็นวิชาชีพที่มีบุญกุศลเพราะได้ช่วยเหลือคน และไม่ได้ทำให้รวยแต่ก็ไม่ทำให้จน อันนี้เห็นด้วย เป็นจริง ไม่ขอโต้แย้งอะไร ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีความเชื่อนี้เหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวของคนทั่วไป แต่กาลเวลาที่ผ่านไป อะไรๆมันก็เปลี่ยนกันได้นิ จริงบ่?
จริงๆใช่ว่าปัญหาฟ้องร้องมันเพิ่งจะบูมเหมือนดอกเห็ดเมื่อไม่กี่ปีมานี้ แต่มันมีตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อแม่มาแล้ว แต่ไม่มากรายและปัญหาใหญ่เช่นปัจจุบันนี้ที่อะไรนิดอะไรหน่อยก็ฟ้องแหลก ไม่ใช่จะต่อว่าคนไข้นะคะ เพราะผลผิดพลาดที่เกิดขึ้น มันต้องดูประกอบไปด้วยทั้งสองฝ่ายด้วย คือทั้งหมอและผู้ป่วย ต้องมีความเข้าใจซึ่่่งกันและกันมากกว่านี้
ด้านตัวหมอ ต้องพยายามทำหน้าที่ของตนรักษาคนไข้ให้ดีที่สุด ต้องมีความระมัดระวัง ไม่เลินเล่อสะเพร่า หรือสักๆแต่ทำโดยไม่สนใจความรู้สึกของคนไข้ และต้องมีความอดทนต่อการงานและอดทนที่จะพยายามสื่อสารให้ญาติผู้ป่วยเข้าใจถึงกระบวนวิธีการรักษาให้ดีถ่องแท้เสียก่อน เพราะไม่งั้นผลเสียสุดท้ายคงไม่พ้นการฟ้องอยู่ดี common sense นะมีหมอที่ไหนบ้างอยากให้คนไข้ตายถ้าไม่ใช่เพราะเหตุสุดวิสัยจริงๆหรืออาจเพราะความประมาทของตัวหมอเอง
ปกติเวลาโดนฟ้อง จะโดนแค่ทางแพ่งเท่านั้น แต่ไม่นานมานี้ใน case ที่คุณก็รู้ว่าเรื่องอะไร ทำให้มีความแตกตื่นเป็นประวัติการณ์ในวงการแพทย์ เพราะต่อจากนี้ไม่ใช่แค่โดนฟ้องทางแพ่งเท่านั้น แต่สามารถโดนทางอาญาต้องพาร่างไปกินข้าวแดงในคุกได้ด้วยอีกตะหาก! อะไรมันจะขนาดนี้เนี่ย
ความจริงเราว่าน่าจะผลิตพวกทนายหรืออัยการหรือผู้พิพากษามารองรับงานเรื่องคดีที่เกี่ยวกับการแพทย์โดยเฉพาะไปเลยนะ เพราะทุกวันนี้ที่มีตัดสินกันผิดๆทั้งที่หมอแม้ตั้งใจช่วยเต็มที่แล้วแต่ยังต้องไม่พ้นข้อกล่าวหา เนื่องจากกฎหมายก็ตีความไปตามบท(ส่วนตัวเราว่ายังมีช่องว่างทางการแพทย์อยู่มาก แม้ในเรื่องปกติในคดีเหมือนกันมันแน่นมากชนิดผู้ต้องหาเถียงแล้วดิ้นไม่หลุดเลย)
ด้านผู้ป่วยและญาติก็ควรเห็นใจและเข้าใจในตัวหมอและกระบวนการรักษาด้วย ก่อนทำการรักษาก็ควรถามแพทย์ให้แน่ใจ และพยายามให้ความร่วมมือกับแพทย์เช่นการให้ประวัติ มีแพ้ยาไหม เคยป่วยอะไรมาก่อนหรือเปล่า เป็นต้น เราเชื่อว่าหากคนไข้สามารถทำตรงจุดนี้ได้ดี การฟ้องร้องจะเกิดขึ้นได้ยากหรือเกิดน้อยลงกว่าเดิมเยอะเลย (แต่ทุกวันนี้มีอะไรๆก็ฟ้องดะเลยเนี่ยสิ ไม่รู้เพราะทำไปตามกระแสหรือกลัวตกเทรนด์ไม่ทันสมัยก็ไม่รู้)
เคยคุยๆกับเพื่อน พี่ และผู้ใหญ่ทั้งที่เป็นหมอและไม่ใช่หมอมาเยอะเหมือนกัน ในส่วนคนที่ไม่ใช่หมอ บางคนก็มาบ่นๆให้ฟังว่าหมอไม่พูดไม่คุย ยังไม่ทันจะเล่าอาการเจ็บป่วยให้ฟังก็สั่งจ่ายยาละ อะไรเนี่ย หรือไม่ก็เห็นหมอทำหน้าดุ๊ดุ หน้ามุ่ยยักษ์อย่างกับมารมาอวตานในร่างเทวดาชุดขาว เอิ่ม ตรงจุดนี้อยากเล่าให้ฟังเล็กน้อยว่า จริงๆหมอไม่ได้เป็นอะไรไปหรอกค่ะ ถ้าทำได้ก็ไม่ได้อยากให้คนไข้มองคนเป็นหมอแบบนั้นหรอก แต่เพราะสภาพแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อมมันบังคับให้เป็นแบบนั้นน่ะสิ ยกตัวอย่างเช่น
ยกประเด็นเรื่องทำงานหนักกว่าเดิมแต่เงินเดือนเท่าเดิม >> เป็นคุณฟังแล้วรู้สึกแบบไหน? ที่บอกว่าทำงานหนักกว่าเดิม จะว่าไปคลื่นใต้น้ำลูกนี้มันคงเริ่มก่อตัวตั้งแต่สมัยประกาศใช้นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคแล้วละมัง (ตื้นลึกหนาบางกว่านี้เราไม่ทราบ ถึงทราบก็ขอไม่แจง เพราะเดี๋ยวจะเลยเถิดกลายเป็นถกปัญหาทางการเมืองแทนซะงั้น เสียววุ๊ย) ปกติวันหนึ่งๆตามรพ.รัฐ แพทย์ออกตรวจผู้ป่วยนอกหรือที่เรียกกันว่า OPD ช่วงครึ่งเช้า หรืออาจเลยไปถึงบ่าย แพทย์หนึ่งคนต้องสามารถตรวจคนไข้ได้หลายร้อยคนภายในระยะเวลาจำกัดตามนโยบายที่กระทรวงฯกำหนด จึงไม่แปลกใจว่าเวลาแพทย์เหนื่อยๆแล้วจะให้มานั่งปั้นยิ้มตลอดเวลาคงเป็นไปไม่ได้ เข้าใจว่าคนไข้เองก็หงุดหงิดที่บางทีไปรพ แต่ไก่โห่ แต่กว่าจะได้เข้าพบหมอก็ปาไปเกือบเที่ยง ยิ่งถ้าเป็นหมอตามรพ รัฐไม่ต้องแปลกใจเลยค่ะ เพราะต้องสอนนศพ ตอนเช้าตรู่ก่อนจึงจะออกมาตรวจ OPD ได้นั่นเอง
ปัญหานี้มันคงจะแก้กันได้ยาก ไม่เหมือนบ้านเมืองพัฒนาแล้ว ที่มีบุคคลากรเพียงพอ แพทย์หนึ้่งคนรับผิดชอบคนไข้ในพื้นที่ไม่เยอะเท่ากับประเทศไทยเลย ( แว่วๆมาว่าแพทย์ฝรั่ง 1 คนต่อประชากรไม่กี่ร้อย ในขณะที่บ้านเราชาวไทย 1/1000 )
และนี่คงเป็นสาเหตุเบื้องต้นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กไทยไม่ค่อยอยากเรียนหมอมากเหมือนเมื่อก่อนด้วยกระมัง
อันนี้แค่เป็นบางส่วนที่เขียนมาบ่นๆเท่านั้น หากใครอ่านแล้วมีข้อโต้แย้งอะไรก็เขียนลงเมนต์ให้อภิปรายได้ตามสะดวกค่ะ ยินดีรับฟังทุกความเห็น โอะ เดี๋ยวต้องไปเรียนละ ขอตัวก่อนนะคะ
สวัสดีส่งท้ายวันสงกรานต์ไทยค่ะ

ในที่สุดวงการนี้ก็ต้องทำตัวฉลาดขึ้นเองล่ะนะ ..ในเมื่อเรียนเก่งมา เรียนจบก็ต้องมาลงเรียนนิติศาสตร์ต่อ ตอนนี้เราขอย้ายกลับบ้านได้แล้วก็จะลงเรียนเหมือนกัน พี่ที่รุจักกันเค้ารู้ว่าเราอยากเรียนศัลย์ต่อ เค้าพิมพ์ใบคำยินยอมที่ให้คนไข้เซ็นแบบว่าเป็นภาษากฎหมายมาให้เลย ประมาณว่าถ้าฟ้องเราหลุดแน่ แต่อย่างที่บอกนั่นล่ะ ไม่มีใครอยากให้คนไข้ตายหรอก เราเองก็เหมือนกัน แล้วก็ไม่มีใครอยากขึ้นโรงขึ้นศาลด้วย แต่สมัยนี้ต้องระวังตัวกันแจ เรายว่าส่วนหนึ่งมาจากการที่สังคมเริ่มตั้งคำถามกับความชอบธรรม และมีหมอบางคน(หมอฟันก็โดน) ก็ทำตัวไม่น่าศรัทธา เอาเปรียบ หรือเห็นแก่ตัว ซึ่งขอบอกว่าเห็นได้ตามโรงพยาบาลบางแห่ง คลินิกบางที่ แต่นั่นน่ะทำให้ทั้งวงการเสียหาย วงการที่ควรมีแต่การให้กลับเป็นผู้ขูดรีดเสียเอง อย่างนี้จะขอความเห็นใจจากสังคมเหมือนอดีตคงจะยาก ไอ้โรงพยาบาลที่มีเงินมาก มีเรื่อง เรื่องก็เงียบได้ล่ะ แต่โรงพยาบาลของรัฐจนๆอย่างนี้ใครจะสู้ได้ เราว่าพวกเรากันเองก็ต้องช่วยกันสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นในสังคม รุ่นพี่เราทำมากันดีแล้ว เราพยายามอย่างให้ส่วนน้อยนั้นมาทำให้พวกเราทั้งหมดรู้สึกไม่ดีหรือเสียกำลังใจเลย (แต่ขอบอกว่ารับไม่ได้กับไอ้หมอตัดไข่นั่นเลยนะ เห็นแก่เงินจริงๆ )
ไม่ต้องหมอหรอกค่ะ ..แม้แต่พยาบาลก็โดนร้องเรียน.. แค่เพราะทำงานไม่ทัน(ใจของคุณผู้ป่วย
แต่ก็นั่นละ มองโลกด้านเดียว แง่ดีเกินไป แต่ยังไง...
แม้ว่าหมอต้องเป็นคนที่เสียสละมาก ต้องช่วยคน
แต่ก็เป็นอาชีพที่ต้องเรียนอย่างยากลำบาก
ต้องทำงานเพื่อเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงครอบครัวด้วย
ถ้าความเสี่ยงสูงก่อนจะเรียนก็ต้องคิดกันหนัก
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนที่ยึดมั่นในเกียรติของอาชีพนี้และยังอยากเรียนอยู่ดี แม้ความเชื่อถือ เคารพที่ได้รับจะน้อยลง (เพราะคนคิดว่าหมอก็เป็นวิชาชีพอย่างนึง อาชีพอื่นๆก็มีเกียรติเท่ากันมั้ง ฉันคิดว่างี้นะ)
ปัจจุบันหมอคงต้องมีความสามารถรอบตัวมากขึ้น ไม่ใช่แค่รู้วิธีช่วยร่างกายของคน ต้องรู้วิธีจัดการกับจิตใจของผู้ป่วย และญาติและคนทั่วไป ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาน่าปวดหัวทั้งหลายที่อาจเกิดขึ้น
(อย่างน้อยๆถ้าเจอหมอที่เป็นมิตร อัธยาศัยดี จะฟ้องจะร้องอะไรคงเกรงใจกันแล้วล่ะ)
#1 By flawas on 2008-04-18 12:43