ขอออกตัวก่อนนะคะว่าบทความนี้เราเขียนขึ้นจากความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ ไม่ได้มีเจตนาอะไรทั้งสิ้น แค่ต้องการบ่นๆไปตามประสาคนๆหนึ่งเท่านั้นที่พบเจอด้วยตัวเอง   หรือฟังจากที่เขาๆเล่ากันมา

หากใครอ่านแล้วไม่พอใจก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ 

--------------------------------------------------------------

 

           หลายวันที่ผ่านมาเห็นหนังสือพิมพ์และสื่อต่างๆประโคมข่าว(มุมเล็กๆ ต่างจากข่าวฆ่าข่มขืนรายวันหรือข่าวการเมือง เสียเหลือเกิ๊น) ว่าเด็กไทยยุคนี้สละสิทธิ์เรียนแพทย์กันเยอะมาก มากอย่างน่าใจหาย

            รายละเอียดของข่าวหลายหัวข้อเราไม่ขอพูดถึงละกัน ไม่งั้นเขียนกันวันนี้ก็คงไม่จบ แต่สิ่งที่เราได้อ่านและได้ฟังมามันทำให้ความคิดเกิดประจุช็อตกะทันหันแล้วอยากมาเขียนเมาท์ลงเอนทรี่จริงๆ

           อย่างแรกที่ทำให้เราคิดว่าเด็กสมัยนี้ทำไมถึงไม่เรียนหมอน่ะเหรอ คำตอบก็เห็นกันไม่เว้นแต่ละวัน ยิ่งช่วงหลังๆมานี้เด่นหลาซะ อะโหย! "การฟ้องร้องต่อคนไข้" เอย "ทำงานหนักกว่าเดิมแต่ได้เงินเดือนเท่าเดิม"เอย (ประเด็นหลังคงไม่ต้องถามว่าสาเหตุมันมาจากไหน หากตามข่าวการเมืองสมัยเมื่อ 4 ปีก่อนเป็นต้นมายันปัจจุบันคงทราบกันดี) และยังมีปัญหาจุกจิกอีกสารพัดซึ่งทำให้ประเทศไทยแม้จะขยันหาทางแก้ปัญหาเพิ่มบุคคลากรทางการแพทย์มากเท่าไหร่ แต่ก็ไม่วายเกิดภาวะสมองไหล หรือไม่ก็หมอที่สร้างมาต้องมาเลิกประกอบวิชาชีพนี้ไปเลยมีก็มาก

           บางคน (แน่นอนว่ารวมถึงเราด้วย) ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่มีความเชื่อมาตั้งแต่จำความกันได้ ว่าหมอนั้นเป็นวิชาชีพที่มีเกียรติ ได้รับความเชื่อถือจากคนรอบข้าง และเป็นวิชาชีพที่มีบุญกุศลเพราะได้ช่วยเหลือคน และไม่ได้ทำให้รวยแต่ก็ไม่ทำให้จน อันนี้เห็นด้วย เป็นจริง ไม่ขอโต้แย้งอะไร ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีความเชื่อนี้เหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวของคนทั่วไป  แต่กาลเวลาที่ผ่านไป อะไรๆมันก็เปลี่ยนกันได้นิ จริงบ่?

          จริงๆใช่ว่าปัญหาฟ้องร้องมันเพิ่งจะบูมเหมือนดอกเห็ดเมื่อไม่กี่ปีมานี้ แต่มันมีตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อแม่มาแล้ว แต่ไม่มากรายและปัญหาใหญ่เช่นปัจจุบันนี้ที่อะไรนิดอะไรหน่อยก็ฟ้องแหลก ไม่ใช่จะต่อว่าคนไข้นะคะ เพราะผลผิดพลาดที่เกิดขึ้น มันต้องดูประกอบไปด้วยทั้งสองฝ่ายด้วย คือทั้งหมอและผู้ป่วย ต้องมีความเข้าใจซึ่่่งกันและกันมากกว่านี้ 

           ด้านตัวหมอ ต้องพยายามทำหน้าที่ของตนรักษาคนไข้ให้ดีที่สุด ต้องมีความระมัดระวัง ไม่เลินเล่อสะเพร่า หรือสักๆแต่ทำโดยไม่สนใจความรู้สึกของคนไข้ และต้องมีความอดทนต่อการงานและอดทนที่จะพยายามสื่อสารให้ญาติผู้ป่วยเข้าใจถึงกระบวนวิธีการรักษาให้ดีถ่องแท้เสียก่อน เพราะไม่งั้นผลเสียสุดท้ายคงไม่พ้นการฟ้องอยู่ดี common sense นะมีหมอที่ไหนบ้างอยากให้คนไข้ตายถ้าไม่ใช่เพราะเหตุสุดวิสัยจริงๆหรืออาจเพราะความประมาทของตัวหมอเอง

          ปกติเวลาโดนฟ้อง จะโดนแค่ทางแพ่งเท่านั้น แต่ไม่นานมานี้ใน case ที่คุณก็รู้ว่าเรื่องอะไร ทำให้มีความแตกตื่นเป็นประวัติการณ์ในวงการแพทย์ เพราะต่อจากนี้ไม่ใช่แค่โดนฟ้องทางแพ่งเท่านั้น แต่สามารถโดนทางอาญาต้องพาร่างไปกินข้าวแดงในคุกได้ด้วยอีกตะหาก! อะไรมันจะขนาดนี้เนี่ย

          ความจริงเราว่าน่าจะผลิตพวกทนายหรืออัยการหรือผู้พิพากษามารองรับงานเรื่องคดีที่เกี่ยวกับการแพทย์โดยเฉพาะไปเลยนะ เพราะทุกวันนี้ที่มีตัดสินกันผิดๆทั้งที่หมอแม้ตั้งใจช่วยเต็มที่แล้วแต่ยังต้องไม่พ้นข้อกล่าวหา เนื่องจากกฎหมายก็ตีความไปตามบท(ส่วนตัวเราว่ายังมีช่องว่างทางการแพทย์อยู่มาก แม้ในเรื่องปกติในคดีเหมือนกันมันแน่นมากชนิดผู้ต้องหาเถียงแล้วดิ้นไม่หลุดเลย)

           ด้านผู้ป่วยและญาติก็ควรเห็นใจและเข้าใจในตัวหมอและกระบวนการรักษาด้วย ก่อนทำการรักษาก็ควรถามแพทย์ให้แน่ใจ และพยายามให้ความร่วมมือกับแพทย์เช่นการให้ประวัติ มีแพ้ยาไหม เคยป่วยอะไรมาก่อนหรือเปล่า เป็นต้น เราเชื่อว่าหากคนไข้สามารถทำตรงจุดนี้ได้ดี การฟ้องร้องจะเกิดขึ้นได้ยากหรือเกิดน้อยลงกว่าเดิมเยอะเลย (แต่ทุกวันนี้มีอะไรๆก็ฟ้องดะเลยเนี่ยสิ ไม่รู้เพราะทำไปตามกระแสหรือกลัวตกเทรนด์ไม่ทันสมัยก็ไม่รู้)

          เคยคุยๆกับเพื่อน พี่ และผู้ใหญ่ทั้งที่เป็นหมอและไม่ใช่หมอมาเยอะเหมือนกัน ในส่วนคนที่ไม่ใช่หมอ บางคนก็มาบ่นๆให้ฟังว่าหมอไม่พูดไม่คุย ยังไม่ทันจะเล่าอาการเจ็บป่วยให้ฟังก็สั่งจ่ายยาละ อะไรเนี่ย หรือไม่ก็เห็นหมอทำหน้าดุ๊ดุ หน้ามุ่ยยักษ์อย่างกับมารมาอวตานในร่างเทวดาชุดขาว เอิ่ม ตรงจุดนี้อยากเล่าให้ฟังเล็กน้อยว่า จริงๆหมอไม่ได้เป็นอะไรไปหรอกค่ะ ถ้าทำได้ก็ไม่ได้อยากให้คนไข้มองคนเป็นหมอแบบนั้นหรอก แต่เพราะสภาพแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อมมันบังคับให้เป็นแบบนั้นน่ะสิ ยกตัวอย่างเช่น

         ยกประเด็นเรื่องทำงานหนักกว่าเดิมแต่เงินเดือนเท่าเดิม >> เป็นคุณฟังแล้วรู้สึกแบบไหน? ที่บอกว่าทำงานหนักกว่าเดิม จะว่าไปคลื่นใต้น้ำลูกนี้มันคงเริ่มก่อตัวตั้งแต่สมัยประกาศใช้นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคแล้วละมัง (ตื้นลึกหนาบางกว่านี้เราไม่ทราบ ถึงทราบก็ขอไม่แจง เพราะเดี๋ยวจะเลยเถิดกลายเป็นถกปัญหาทางการเมืองแทนซะงั้น เสียววุ๊ย)  ปกติวันหนึ่งๆตามรพ.รัฐ แพทย์ออกตรวจผู้ป่วยนอกหรือที่เรียกกันว่า OPD ช่วงครึ่งเช้า หรืออาจเลยไปถึงบ่าย แพทย์หนึ่งคนต้องสามารถตรวจคนไข้ได้หลายร้อยคนภายในระยะเวลาจำกัดตามนโยบายที่กระทรวงฯกำหนด จึงไม่แปลกใจว่าเวลาแพทย์เหนื่อยๆแล้วจะให้มานั่งปั้นยิ้มตลอดเวลาคงเป็นไปไม่ได้ เข้าใจว่าคนไข้เองก็หงุดหงิดที่บางทีไปรพ แต่ไก่โห่ แต่กว่าจะได้เข้าพบหมอก็ปาไปเกือบเที่ยง  ยิ่งถ้าเป็นหมอตามรพ รัฐไม่ต้องแปลกใจเลยค่ะ เพราะต้องสอนนศพ ตอนเช้าตรู่ก่อนจึงจะออกมาตรวจ OPD ได้นั่นเอง

        ปัญหานี้มันคงจะแก้กันได้ยาก ไม่เหมือนบ้านเมืองพัฒนาแล้ว ที่มีบุคคลากรเพียงพอ แพทย์หนึ้่งคนรับผิดชอบคนไข้ในพื้นที่ไม่เยอะเท่ากับประเทศไทยเลย ( แว่วๆมาว่าแพทย์ฝรั่ง 1 คนต่อประชากรไม่กี่ร้อย ในขณะที่บ้านเราชาวไทย 1/1000 )

        และนี่คงเป็นสาเหตุเบื้องต้นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กไทยไม่ค่อยอยากเรียนหมอมากเหมือนเมื่อก่อนด้วยกระมัง

       อันนี้แค่เป็นบางส่วนที่เขียนมาบ่นๆเท่านั้น หากใครอ่านแล้วมีข้อโต้แย้งอะไรก็เขียนลงเมนต์ให้อภิปรายได้ตามสะดวกค่ะ ยินดีรับฟังทุกความเห็น โอะ เดี๋ยวต้องไปเรียนละ ขอตัวก่อนนะคะ

สวัสดีส่งท้ายวันสงกรานต์ไทยค่ะ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เห็นด้วยๆ
แม้ว่าหมอต้องเป็นคนที่เสียสละมาก ต้องช่วยคน
แต่ก็เป็นอาชีพที่ต้องเรียนอย่างยากลำบาก
ต้องทำงานเพื่อเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงครอบครัวด้วย
ถ้าความเสี่ยงสูงก่อนจะเรียนก็ต้องคิดกันหนัก

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนที่ยึดมั่นในเกียรติของอาชีพนี้และยังอยากเรียนอยู่ดี แม้ความเชื่อถือ เคารพที่ได้รับจะน้อยลง (เพราะคนคิดว่าหมอก็เป็นวิชาชีพอย่างนึง อาชีพอื่นๆก็มีเกียรติเท่ากันมั้ง ฉันคิดว่างี้นะ)

ปัจจุบันหมอคงต้องมีความสามารถรอบตัวมากขึ้น ไม่ใช่แค่รู้วิธีช่วยร่างกายของคน ต้องรู้วิธีจัดการกับจิตใจของผู้ป่วย และญาติและคนทั่วไป ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาน่าปวดหัวทั้งหลายที่อาจเกิดขึ้น
(อย่างน้อยๆถ้าเจอหมอที่เป็นมิตร อัธยาศัยดี จะฟ้องจะร้องอะไรคงเกรงใจกันแล้วล่ะ)

#1 By flawas on 2008-04-18 12:43

Hot!

โอ้ววววว~ โดน...

ผมว่าตั้งใจทำให้แพทย์มีคุณภาพ เป็นสิ่งที่ดีนะ

แต่ทำไงได้ ขณะนี้สังคมเราต้องการหมอในเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพซะแล้ว...

ลดทิฐิลงหน่อยดีไหม?

ผ่อนกฏโหดนั้นดีไหม?

เสริมประสบการณ์เรื่องชีวิตหมอก่อนเลิกเรียน ให้เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจมากขึ้นดีไหม?

ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้ปริมาณและคุณภาพดำเนินไปด้วยกัน แต่ประเทศไทยตอนนี้... ได้คนกล้าทำงานเยอะๆก็ดีแล้วหละนะ

#2 By on 2008-04-18 16:34

เห็นด้วยมากๆตรงที่บอกว่าโดยคอมมอนเซ็นส์แล้ว จะมีหมดที่ไหนอยากทำคนไข้ตายบ้างล่ะ

ไม่รู้เหมือนกันนะคะ แต่ว่าบางทีการฟ้องร้องกันที่มันบูมอยู่ทุกวันนี้ส่วนหนึ่งเราว่าก็เป็นเรื่องของสื่อด้วยที่ประโคมข่าว..เหมือนกับว่าสร้างกระแสขึ้นมา

และหลักๆก็คงเป็นเรื่องของความไม่เข้าใจกัน บางครั้งผู้ป่วยก็ไม่เข้าใจว่าหมอจะทำอะไรกับเขา สั่งตรวจนั่นตรวจนี่ อุตส่าห์มารอตั้งนานไม่เห็นไ้ด้รับคำอธิบายอะไรเลย

แต่ถ้ามองอีกด้าน อย่างที่ว่าละค่ะ หมดประเทศไทยคนหนึ่งต้องรับผิดชอบคนไข้วันๆหนึ่งไม่รู้กี่คนต่อกี่คน ลองคิดอีกแง่ ถ้าเอาแต่ใส่ใจกับคนใดคนหนึ่งมากๆเข้า แล้วคนที่เหลือล่ะ เขาก็รออยู่เหมือนกัน

กระแสข่าวออกมาอย่างนี้มากๆ ได้่ข่าวว่าโรงพยาบาลต่างจังหวัดพวกโรงพยาบาลชุมชมก็จะเลิกการผ่าัตัดบางอย่าง อย่างพวกผ่าตัดไส้ิติ่งไปแล้ว ถ้าเจอผู้ป่วยก็คงต้องส่งเข้าโรงพยาบาลประจำัจังหวัดเอา

หมอก็กลัวว่าเดี๋ยวคนไข้เป็นอะไรไปจะโดนฟ้อง ต้องไปกินข้าวแดงในคุก

สุดท้ายแล้วก็เหมือนเสียประโยชน์กันทั้งคู่ ผู้ป่วยต้องไปรักษาไกล หมดทำงานเหนื่อยกายแล้วก็ยังไม่สบายใจอีก

น่าลำบากใจกับภาวะอย่างนี้นะคะ

#3 By ~Rainy Day~ on 2008-04-19 03:02

ก่อนจะปรับปรุงุณภาพหมอ มาปรับปรุงคุณภาพกระบวนการยุติธรรมก่อนดีมั้ยครับ tongue
ผมคิดอาชีพทุกอาชีพมีความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้นแหละครับ เพียงแต่อาชีพทางการแพทย์นั้นความเสี่ยงคือชีวิตคนทั้งคน และเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ว่า ไม่มีหมอคนไหนที่อยากให้คนไข้ที่เขารับผิดชอบต้องตาย

เมื่อเป็นเช่นนั้น ผมว่าคนที่มีอาชีพทางด้านนี้ ไม่ว่าจะเป็นหมอ พยาบาล เภสัชกร ฯลฯ ควรจะคิดให้รอบคอบเสมอๆก่อนจะกระทำอะไรลงไป โดยเฉพาะแพทย์ที่น่าจะมีความสามารถในการสื่อสารกับคนไข้และญาติคนไข้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความรู้ทางการแพทย์

คิดไปคิดมาก็เสียดายโอกาสน้องๆที่สละสิทธิ์ไปเหมือนกันนะครับ ในมุมของผมก็ยังคิดว่าหมอเป็นอาชีพที่น่านับถือ ไม่อยากให้ค่านิยมนี้ทำให้เราต้องสูญเสียการผลิตแพทย์ไปอีกเลย

#5 By Neuropanda on 2008-04-19 17:06

เพื่อนที่เป็นหมอเคยเล่าให้ฟังว่า

คนไข้ของหมอรุ่นพี่เสียชีวิต (จำไม่ได้ว่าด้วยสาเหตุอันใด)

หมออธิบายแล้ว เจ้าของไข้เข้าใจแล้ว

อีกไม่กี่วันต่อมา หมอโดนฟ้อง

หมองง หมอไปถามเจ้าของไข้ว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนนั้นก็คุยกันเข้าใจแล้ว ไม่ใช่เหรอ?

เจ้าของไข้ตอบว่า ไอ้เข้าใจน่ะ มันก็เข้าใจครับหมอ แต่ทนายบอกว่า ฟ้องเหอะ ถ้าชนะ ทนายขอหักเท่านี้ ๆ เปอร์เซนต์ กระพ้มจะได้เงินส่วนที่เหลือล่ะ

#6 By K9 on 2008-04-19 17:08

โรงพยาบาลรัฐบ้านเรา คนไข้โหลดกันมากๆอยู่แล้ว...เวลาออก OPD แค่ 3 ชั่วโมง กับคนไข้เป็นร้อยๆ...ทำยังไงก็ตรวจกันไม่หวาดไม่ไหวหรอกครับ

ยิ่งสังคมจ้องจับผิด สื่อจ้องประโคมข่าว ญาติจ้องจะฟ้องร้อง ฯลฯ...จะขยับไปไหน จะทำอะไร หมอก็ลำบากไปซะหมด

สุดท้ายแล้ว สังคมหมอในอนาคต(และในปัจจุบันหลายๆที่) ก็จะเป็นไปในทาง"saveตัวเอง" ก่อนจะ "save คนไข้" ทั้งนั้น..

เห็นด้วยอย่างแรง กับที่พูดๆกันว่า "หมอที่ไหน มันจะอยากทำคนไข้ตาย(วะ)" งานก็หนักอยู่แล้ว ความรับผิดชอบก็มากอยู่แล้ว วันๆนึง มี 24 ชั่วโมง...งานทำกันเท่าไหร่ก็ไม่มีหมด...ยังต้องมาหมดพลังใจ พลังชีวิต ไปกับเรื่องการตั้งแง่ และจ้องเอาชนะจากฝั่งตรงข้ามอีก...เฮ่อ...

อยากจะบอกให้รู้โดยทั่วกันว่า หมอเอง ก็อยากให้คนไข้หาย ไม่น้อยไปกว่าตัวคนไข้ และญาติๆแน่นอน

ที่น่ากลัวก็คือ...ความคิดประเภทที่ว่า "ฟ้องไปก่อน แพ้ก็เท่าทุน ชนะก็ฟันเหนาะๆ" แบบนี้ กลับเป็นที่ยอมรับ และพบได้มากขึ้น ในสังคมบ้านเรายุคปัจจุบัน...

ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ผมก็มองไม่ออกว่า ใครกันแน่ ที่จะได้ประโยชน์ และใครกันแน่ ที่จะเสียประโยชน์

หมอที่ทำอะไรได้ไม่เต็มที่ ?
คนไข้ที่ได้รับอะไรไม่เต็มที่ ?
หรือญาติๆที่เห็นภาพรวมอะไรไม่เต็มที่?

ความสัมพันธ์ของหมอกับคนไข้ มันจะดำเนินไปในรูปแบบไหนกันนะ...?

บทสรุปของเรื่อง อาจจะมาถึงเร็วกว่าที่คิดก็ได้นะครับ...

Hot!

#7 By Zieghart on 2008-04-19 17:08

เห็นด้วยกับเจ้าของบลอก , Rep2 และ 4 ครับ

แต่ผมว่าสื่อก็มีส่วนนะ เอะอะอะไรนิดหน่อยก็พาดหัวออกมาโจมตีหมอไว้ก่อน โดยที่บางครั้งยังไม่ได้สืบเรื่องราวให้แน่ชัดเลย (เท่าที่สังเกตนะครับ)

#8 By SkyKiD on 2008-04-19 17:13

ใช่ ๆ ๆ..

ยิ่งสื่อแสดงออกมาเรื่องเกี่ยวกับหมอในทางไม่ค่อยดีมากเท่าหรัย
ก็ไม่มีใครอยากจะเป็นหรือเรียนรู้ในอาชีพนี้..
สาเหตุง่าย ๆ คือกลัว..
แต่ก็ยังมีอีกหลาย ๆ ๆ คนนะที่ยังอยากเรียนอยู่..

#9 By NeenNaRa on 2008-04-19 17:30

จำได้ว่าสมัยมัธยม เพื่อนๆพากันเรียนหมอกันหมด เพราะ "รวยเร็ว" อีกส่วนก็เอ็นท์ไปวิศวะเพราะ "รวยเร็ว"

พอมันมีข่าวว่าได้เงินน้อย เด็กเลยถอดใจนะผมว่า เป็นผมเองก็ถอดใจครับ

#10 By ตุ้ย since 2006 on 2008-04-19 17:41

ไ่ม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
อย่าลืมว่า "นานาจิตตัง"
บางทีตัวเด็กเองก็ไม่ได้อยากเป็นหมอเนื่องมากจากความชอบ
ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ กฏหมาย ความเสี่ยง หรือความรับผิดชอบอะไรหรอก
"ก็แค่ไม่ชอบ" "อยากเป็นอย่างอื่น"
อย่าืลืมนะ มีคนแบบนี้อยู่ไม่น้อย...เขาฟังแล้วจะรู้สึกผิด

#11 By ~!!!EstelioN!!!~ on 2008-04-19 17:44

หมอมันมีทั้งดีและเลวอยู่ที่ตัวคนเป็นอ่ะน๊า

(แต่เราเกลียดหมอโลภอ่ะเห็นคนจนๆทีไรรักษาให้บัดซบทุกที- -")

จนตอนนี้เรายังเกลียดหมอไม่หายเลย

(เป็นอะไรก็ขอตายคาบ้านนี่ล่ะ)

แต่ก็อยากเชียร์และสนับสนุนคนที่อยากเป็นหมอดีๆน้าคร๊าบsad smile

#12 By -:-Rin-Ray Nightray-:- on 2008-04-19 17:51

ใช่ค่ะ

สำหรับเรานะ
แต่ก่อน.. มันเป็นเหมือนค่านิยมอย่างนึง
ที่จบ ม.ปลาย แล้วต้องเรียนหมอ

ใครที่สอบเข้าหมอได้เป็นคนเก่ง..

แต่ตอนนี้
คนเก่งกระจายกันทั่วไปทุกสาขา
เรียนตามความถนัดเลยมีความสุขมากกว่า
หมดยุคการบังคับแล้วล่ะค่ะ

#13 By w i s d o m* on 2008-04-19 18:10

ไม่ใช่ไม่อยากเรียน แต่หัวมันไม่ให้

#14 By 재눈 on 2008-04-19 18:15

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

แรงๆค่ะ
วันนี้อาจารย์เราก็พูดถึง ว่ากลายเป็นอาชีพที่เด็กเมิน?
หันไปเอาดีทางอื่นแทนที่คิดว่าเงินดีกว่า แถมไม่โดนฟ้อง ?
จริงๆถ้าเรียนเอาโก้ๆก็อย่าเลย เรียนเพราะอยากช่วยคนนั่นแหล่ะดีแล้วล่ะคะ
ถ้าคนที่เค้ามีความคิดตรงนั้นจริงๆก็ไม่สละสิทธิ์ตรงนั้นหรอกค่ะ

#15 By ไce-จะ-อิ๊ on 2008-04-19 18:19

เห็นด้วยคะ

แต่เหรียญก็เหมือน 2 ด้าน
หมอก็เช่นกันคะ มีทั้งหมอพาณิชย์ กับ หมอที่ดีจริงๆ
แต่ดูแล้วรู้สึกแบบอันแรกจะมากกว่า(ตามที่ญาติและคนรู้จักเจอมา)
วิชาการกับจิตใจต้องไปคู่กันคะ
แต่ก็...นะคะ^^ ดีกว่าไม่มีหมอมารักษาเราละกัน

ถึงยังไงก็ยังอยากเป็นหมออยู่
อยากช่วยคน อยากดูแลเพื่อนมนุษย์
อยากทำตัวให้เป็นประโยชน์
เราเรียนเพื่อเป็น"หมออาชีพ"ไม่ใช่แค่"อาชีพหมอ"

#16 By +Ayame+ on 2008-04-19 18:37

Hot!
เฮ้ออ ละเหี่ยใจจริงๆ

#17 By ชาเขียวaddict on 2008-04-19 18:41

ระบบจัดการบ้านเรามันพังตั้งนานแล้วค่ะHot! Hot! Hot!

#18 By Jk* on 2008-04-19 18:56

Hot! Hot!

ความจริงเราว่าน่าจะผลิตพวกทนายหรืออัยการหรือผู้พิพากษามารองรับงานเรื่องคดีที่เกี่ยวกับการแพทย์โดยเฉพาะไปเลยนะ เพราะทุกวันนี้ที่มีตัดสินกันผิดๆทั้งที่หมอแม้ตั้งใจช่วยเต็มที่แล้วแต่ยังต้องไม่พ้นข้อกล่าวหา เนื่องจากกฎหมายก็ตีความไปตามบท(ส่วนตัวเราว่ายังมีช่องว่างทางการแพทย์อยู่มาก แม้ในเรื่องปกติในคดีเหมือนกันมันแน่นมากชนิดผู้ต้องหาเถียงแล้วดิ้นไม่หลุดเลย) <<

เห็นด้วยคะ

#19 By l)eityZel2o♥ on 2008-04-19 19:36

ผมอยากเป้นหมอครับ

ผมอยากเป้นจิตแพทย์
หมอศัลย

แต่เกรดไม่อำนวยอะ

มันเป้นคำฝัน(ที่เป็นไปไม่ได้)
ว่าเออช่วยคนมันเท่นะ

แต่ทำไมญาติต้องฟ้องด้วยอะ
ผมว่าคนไทยมันปัญญาอ่อนไปหมดแล้ว


ถ้าหมอ ทำมีดตกใส่
ลืมกรรไกร

หรือ อะไรแบบเนี้ย
พอฟ้องได้



ขนาดหนังเรือ แสง...........

หมอกินเหล้าในห้องตรวจ(เป็นสาเหตุในการโดนแบน)



รอผลent ต่อไป(เรียนไม่เก่งก็เป็นหมอไม่ได้)
ผมไม่ค่อยเข้าใจ =="

หมอใช้ฟิสิกก ด้วยหรอ
ใช้เคมี(ที่ไม่ใช้ชีวะเคมี)
ใช้ คณิต แคลคูลัส(เอาทำไรฟะ)

มันไม่มี รรที่ผลิตหมออย่างจริงจังหรอครับ(นอกจากมหิดล)((เห้นเด็กที่ได้แพทย์อันดับหนึ่งจะโดนรัฐให้ไปเรียนวิศวะเพราะเก่งฟิสิกกับคณิตแต่ส่วนตัวคนนั้นอยากเป็นแพทย์))(((หรือเพราะผู้ใหญ่ทำตัว..........)))

#20 By dong=ดอง,โด่ง on 2008-04-19 19:56

ข้าวยากหมากแพง ทำงานมากขึ้นตังได้เท่าเดิม
ปล.หมอที่เมกาโดนฟ้องหนักกว่าข่าวที่ออกในไทยเยอะ sad smile

#21 By only me on 2008-04-19 20:02

#20คะ
มันไม่มีรรที่ผลิตหมออย่างจริงจังหรอครับ(นอกจากมหิดล)
>>หมายความว่าไงคะ?

#22 By step (125.26.69.229) on 2008-04-19 20:49

big smile ในที่สุดวงการนี้ก็ต้องทำตัวฉลาดขึ้นเองล่ะนะ ..ในเมื่อเรียนเก่งมา เรียนจบก็ต้องมาลงเรียนนิติศาสตร์ต่อ ตอนนี้เราขอย้ายกลับบ้านได้แล้วก็จะลงเรียนเหมือนกัน พี่ที่รุจักกันเค้ารู้ว่าเราอยากเรียนศัลย์ต่อ เค้าพิมพ์ใบคำยินยอมที่ให้คนไข้เซ็นแบบว่าเป็นภาษากฎหมายมาให้เลย ประมาณว่าถ้าฟ้องเราหลุดแน่ แต่อย่างที่บอกนั่นล่ะ ไม่มีใครอยากให้คนไข้ตายหรอก เราเองก็เหมือนกัน แล้วก็ไม่มีใครอยากขึ้นโรงขึ้นศาลด้วย แต่สมัยนี้ต้องระวังตัวกันแจ เรายว่าส่วนหนึ่งมาจากการที่สังคมเริ่มตั้งคำถามกับความชอบธรรม และมีหมอบางคน(หมอฟันก็โดน) ก็ทำตัวไม่น่าศรัทธา เอาเปรียบ หรือเห็นแก่ตัว ซึ่งขอบอกว่าเห็นได้ตามโรงพยาบาลบางแห่ง คลินิกบางที่ แต่นั่นน่ะทำให้ทั้งวงการเสียหาย วงการที่ควรมีแต่การให้กลับเป็นผู้ขูดรีดเสียเอง อย่างนี้จะขอความเห็นใจจากสังคมเหมือนอดีตคงจะยาก ไอ้โรงพยาบาลที่มีเงินมาก มีเรื่อง เรื่องก็เงียบได้ล่ะ แต่โรงพยาบาลของรัฐจนๆอย่างนี้ใครจะสู้ได้ เราว่าพวกเรากันเองก็ต้องช่วยกันสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นในสังคม รุ่นพี่เราทำมากันดีแล้ว เราพยายามอย่างให้ส่วนน้อยนั้นมาทำให้พวกเราทั้งหมดรู้สึกไม่ดีหรือเสียกำลังใจเลย (แต่ขอบอกว่ารับไม่ได้กับไอ้หมอตัดไข่นั่นเลยนะ เห็นแก่เงินจริงๆ )

#23 By 19sep on 2008-04-19 21:42

ขออธิบายข้อเท็จจริงเรื่อง "คดีนั้น" ให้ฟังอย่างคร่าวๆ นะครับ เพราะเพิ่งได้เรียนมาพอดี อาจารย์เล่าให้ฟัง(ผมเรียนกฏหมายครับ)

ความจริงแล้วที่คดีนั้นศาลลงโทษหมอจำคุกโดยไม่รอลงอาญา มีเหตุผลเบื้องหลังอยู่ครับ
เรื่องของเรื่องก็คือ ศาลเห็นว่าจำเลยไม่เยียวยาความเสียหายให้ญาติของผู้ตายทั้งๆ ที่ ญาติของผู้ตายได้พยายามไกล่เกลี่ยกับหมอด้วยวิธีนุ่มนวลแล้ว

ในตอนแรกหลังจากเกิดเรื่อง ญาติของผู้ตายไม่ติดใจเอาความจำเลย แต่ขอให้จำเลยทำบุญเลี้ยงพระให้ก็พอ แต่จำเลยกลับไม่ทำ ซ้ำยังไม่ไปงานศพของผู้ตาย อีกทั้งยังบีบไม่ให้ผู้เสียหายฟ้องร้องด้วยทางอื่น ซึ่งโดยปกติการที่จะฟ้องแพทย์ได้ มีอยู่ 4 หนทางคือ ทางวินัย (ร้องเรียนกับ รพ.) ทาง พ.ร.บ.การแพทย์ ทางแพ่ง ทางอาญา แต่กรณีนี้ผู้เสียหายถูกกันทั้งหมดทุกเส้นทาง เหลือแต่อาญาครับ ศาลท่านเลยตัดสินไปเช่นนั้นครับ

อันนี้แค่เล่าแบบย่อที่สุด มีเรื่องเบื้องหลังมากมายเยอะกว่านี้ ลองหาอ่านในวารสารกฏหมายได้นะครับ :-)

(เทียบกับคดีศรรามขับรถชนคนตาย - ศาลให้รอลงอาญา เพราะศรรามได้ทำทุกอย่างเพื่อเยียวยาความเสียหายอย่าเต็มที่ ทั้งค่าใช้จ่าย และการมางานศพ แต่หมดท่านนี้ไม่ได้กระทำเช่นนั้นจึงเป็นปัจจัยให้ศาลไม่รอลงอาญาครับ)

สื่อนั้นแหละตัวดี ลงแต่ว่า หมอทำผิด โดนฟ้อง ติดคุกโดยไม่มีรอลงอาญา ทำให้คนหวาดไม่กล้าเรียนหมด ทั้งๆ ที่ความจริงเรื่องนี้มีเบื้องหลังเยอะมาก แต่กลับไม่เสนอ ไปเสนอแต่ผล ทั้งที่การตัดสินคดีทุกอย่างต้องมีเหตุผลเสมอ

เพราะฉะนั้น ใครอยากเรียนหมอก็เรียนไปเถอะครับ มันไม่ได้โดนฟ้องติดคุกติดตารางกันง่ายๆ ขนาดนั้น เป็นกำลังใจให้อนาคตคุณหมอทุกคนนะครับ

Hot! Hot!

#24 By So Gallagher on 2008-04-19 22:04

* ลืมเขียนไป อาจารย์ที่สอนวิชากฏหมายการแพทย์ผมบอกด้วยว่า จากคดีนี้ เห็นได้ว่า คนไทยเป็นคนที่ให้อภัยง่ายมากนะครับ ถ้าอะไรที่คนที่เสียหายเขาอยากให้ทำตามวัฒนธรรมไทยก็ทำไปเถิด เพราะมันไม่เหลือบ่ากว่าแรงเลย อย่าทำยึกยัก หรือท้าให้ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล เพราะเรื่องมันจะไม่จบครับ

#25 By So Gallagher on 2008-04-19 22:16

ดูเหมือนว่าประเทศเรากำลังพัฒนาเลยนะฮะ

?? เราเลื่อนระดับไปยัง "ประเทศที่พัฒนาแล้ว" รึยังน้า

#26 By iMase on 2008-04-19 22:38

คดีผ่าไส้ติ่งแล้วให้หมอจำคุก จะให้ผมระบุชื่อ หมอที่เป็นทนายให้ฝ่ายญาติผู้ฟ้องไม่ครับ

คนที่โดนที่ จ.ร่อนพิบูลย์น่ะลูกศิษย์พ่อผมเอง จะให้ระบุชื่อทนายดีมั้ยครับ??
แล้วผมจะเชื่อใครดีระหว่าง "เขาเล่าว่า" กับอยุ่วงในแล้ว "รู้เลยว่าใครเป็นต้นเหตุ" ก็ไม่รู้นะครับ tongue
โหวววว..

อึ้งเลยคะ

แต่มันคงจะจริง ฮ่าๆๆ

#29 By E.L.F.+SapphireBlue13 on 2008-04-19 23:24

ขอชี้แจงหน่อย ถ้าชูหมายถึงข้อความของผมนะ

เปิดเผยชื่อเหรอ?? จะทำแบบนั้นไปทำไมครับ ชู? ได้ประโยชน์อะไร
หมอที่โดนคดีจบมาจากมหาลัยที่ผมเรียนอยู่ด้วยซ้ำ แล้วใครกันที่ควรเดือดร้อน?????????

แล้วเรื่องที่โพสมาไม่ใช่ "เขาเล่าว่า" แต่เป็น "เรื่องที่อยู่ในวารสารนิติศาสตร์" (ไปหาอ่านเอาได้ครับ) ซึ่งเป็นบทความทางวิชาการ และเหตุผลของศาล เอามา brief ให้ฟัง ยังไงซะ ความเห็นวิชาการย่อมเป็นเรื่องทีต้องใช้วิจาณญาณให้การตัดสินของแต่ละคนอยู่แล้ว ผมเขียนมาเพื่อมองเห็นเหตุผลอีกด้าน

อีกอย่าง.. จุดประสงค์อีกข้อ คือ ผมเขียนเพื่อให้คนไม่เกรงกลัวเรียนแพทย์ ไม่ทราบว่า.. จะโวยวาย.. ทำไมอ่ะครับ ... งง

ป.ล.1 การโต้แย้งในประเด็นๆ ต่างนั้น ควรทำด้วย เหตุผล ไม่ใช่ อ้างอิงความสนิทชิดเชื้อของตนกับแหล่งข้อมูล หรือ การข่มขู่

ป.ล.2 ขอโทษเจ้าของบล็อกด้วยครับ ที่ทำให้ยุ่งยาก ลบข้อความผมทิ้งได้นะครับ ถ้ามันละเอียดอ่อน ขอโทษจริงๆ ครับ

#30 By So Gallagher on 2008-04-20 00:08

ทำงานหนักจริงๆแฮะsad smile
เคยได้อ่าน "ข้อเท็จจริงทางการแพทย์" ที่คลินิกเค้าแปะไว้
เราก็เห็นด้วยนะว่า การทำงานที่มากเกินไปส่งผลต่อประสิทธิภาพการรักษาน่ะ

#31 By PoY on 2008-04-20 00:46

กำลังงงนิดนึง...
ว่าทำไมข่าวออกมาพูดบ่อยจัง
ว่าเด็กไทยหนีเรียนแพทย์ -- --"
(ยิ่งประโคมข่าวพร้อมยัดเยียดเหตุผลบ่อยๆ เป็นใครกลัวอ่ะ -- --")

ในมุมมองโอตากินะคะ
กลุ่มโอตากิ 9 คน ติดหมอไป 7 คน ไม่มีใครสละสิทธิ์....
ยิ่งห้องคิงห้องข้างๆได้ข่าวมาว่าติดหมอยกห้อง เฮกันไปฉลองแล้ว

ในขณะเดียวกันเพื่อนอีกหลายๆคนยังรอความหวัง
รอหมอเรียกตัวครั้งที่ 2-3-4
ทั้งๆที่เรียกจริงๆครั้งละนิดเดียวเอง

จริงๆแล้วมันกลายเป็นว่า คนเก่ง(ในที่นี้หมายถึงคนที่สอบได้คะแนนเอนท์ดีกว่าคนอื่น -- --")
สมัยนี้ไม่เรียนหมอกันแล้วมากกว่า(ถึงสละสิทธิ์กัน)
แต่ก็ยังมีคนอีกหลายคน ที่คะแนนแพ้คนเก่ง...อยากเรียนหมอนะคะ
(ถึงว่า...เรียนมา 18 ปี ตัดสินชีวิตด้วยการทำข้อสอบไม่กี่ชั่วโมงได้งัย... มันสะสมมาก็จริง แต่ชี้ชะตากันอย่างนี้ไม่เกินไปหน่อยหรอออ)

#32 By Nonanist_otaki on 2008-04-20 01:20

ทุกอย่างมันเป็นไปตามกระแสครับ


อันที่จริงหมอไม่ต้องการ คนที่เป็นอัจฉริยะ

หมอต้องการคนดี ขยัน อดทน เข้าไปเรียน

พวกอัจฉริยะ ควรจะเรียนสาขาวิชาที่มีส่วนในการพัฒนาประเทศ

#33 By book on 2008-04-20 06:24

สงสัยต้องไปแก้ที่ระบบครับอย่างนี้ sad smile

#34 By manop on 2008-04-20 08:39

เห็นใจหมอ. และเข้าใจเรื่องรพ.รัฐอย่างยิ่งค่ะ
ส่วนตัวเอง เป็นคนเกิด เรียนรู้ และเติบโตมากับรพ.รัฐ ซึ่งบวกเป็นมหาลัยรัฐแถวภาคใต้ด้วย ขอไม่เอ่ยชื่อ (เพราะมันมีอยู่ที่เดียว เหอๆ.. -*-)
เห็นความเปลี่ยนแปลงมามาก โดยเฉพาะยุค สามสิบบาทนั่น.. ไม่อยากพูดมาก.. แค่ทำให้รพ.สูญรายได้ไปหลายสิบล้าน.. แค่นั้น จบ..

ส่วนเรื่องหมอ.. ที่คุณพูดมาน่ะจริงๆอ่ะค่ะ ..หมอคนนึงต้องตรวจคนไข้นอกเป็นร้อย.. แค่เฉพาะช่วงเช้าด้วย เพระช่วงบ่ายหมอก็ต้องทำอย่างอื่น เช่น เดินตรวจตามวอร์ด (ที่ได้รับมอบหมาย ย้ายไปเรื่อยๆ ครบทุกวอร์ดในรพ.นั่นแหละค่ะ โดยเฉพาะพวกหมอใช้ทุน หรือนสพ.ปีสูงๆ ที่จะเห็นบ่อยๆ ตามวอร์ดตรวจโรคทั่วไป)
แล้วหมอเค้าก็ได้รับความกดดันมากจริงๆค่ะ ยิ่งระยะหลัง ที่เอะอะอะไรก็ฟ้องร้อง..angry smile ไม่ต้องหมอหรอกค่ะ ..แม้แต่พยาบาลก็โดนร้องเรียน.. แค่เพราะทำงานไม่ทัน(ใจของคุณผู้ป่วย sad smile) พวกหมอเค้านอกจากจะถูกกดดันด้วยเรื่องแบบที่บอกแล้ว บางทีเค้าก็ถูกกดดันจากพวกอ.หมอ หรือหัวหน้าหมอประจำแผนกนั้นอีกทีค่ะ.. แล้วบอกได้เลย ว่าส่วนใหญ่พวกเค้าเข้มงวดสุดๆ ..
เราเองก็หวังว่าจะเห็นความเข้าใจ และเห็นอกเห็นใจจากคนไข้มากขึ้น ทั้งเรื่องการทำงานของหมอ แล้วก็ของพยาบาลด้วยค่ะ (คนในสายการแพทย์ ที่หลังๆ หายากขึ้นทุกวันไม่ต่างจากหมอเลย)

เพราะงั้น ก็หวังว่าเด็กๆ สมัยนี้จะไม่ท้อเพราะเรื่องนี้นะคะ.. ถ้าคนในสังคมไม่ช่วยกัน ทีหลังมีปัญหาอะไร..ก็คงต้องรักษาตัวเองกันล่ะค่ะ..เหอะๆ..

ปล. แถมดราก้อนบอลให้อีกสองลูก. อยากให้มีบทความแบบนี้มานานแล้ว.. ขอบคุณค่ะ
Hot! Hot!
อาชีพที่นิยมต่อไปคือทนายความความค่ะ surprised smile

#36 By 2spot studio on 2008-04-20 11:14

อย่าว่าแต่หมอเลยครับ
เราทำงานห้องแลป ยังหวิดๆจะโดนคนไข้ฟ้องเลย - -"
ดีนะที่ตอนนี้เงียบๆไปแล้ว ก่อนหน้านี้มาโวยวายในโรงพยาบาลเลยครับ


เดี๋ยวนี้โรงพยาบาลรัฐรับคนไข้มากขึ้นๆทุกที ในขณะที่เงินเข้ามาไม่ได้สัมพันธ์กับปริมาณคนไข้เลย
ทางโรงพยาบาลต้องหาเงินเข้าโดย admit คนไข้ให้มากขึ้น เพื่อดึงเงินจากส่วนนั้นมาโปะ
ภาระงานจึงเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ พยาบาล เภสัช ห้องแลป คนงาน
โรงพยาบาลของเราเป็นโรงพยาบาลชุมชนก็จริง แต่ประชากรในพื้นที่นั้นเยอะมาก
สรุป เหนื่อยครับ 555+

บางทีก็อิจฉา(?)โรงพยาบาลเอกชนเหมือนกัน
คนไข้ไม่ทะลัก อากาศเย็นสบาย บุคคลากรหน้าตายิ้มแย้ม ไปแล้วมีความสุข
ถ้ารวย ก็อยากไปใช้บริการเหมือนกันนะ > <

#37 By Oni : Hazard on 2008-04-20 12:50

อ่านแล้วรู้สึกว่าที่คุณเขียนมาก็ตรงจุดทีเดียว

เพื่อนของฉัน 2 คนปีนี้ก็เอนท์เข้าแพทย์ไปแล้วค่ะ

ยังไงค่านิยมที่ว่าหมอเป็นผู้ที่ช่วยเหลือผู้คนอื่น มีเกียรติ ก็ยังสามารถจูงใจเด็กๆที่ตั้งใจจริงได้อยู่ big smile

#38 By on 2008-04-20 14:46

หมอทำคนไข้ตาย

โดนฟ้อง
แพ่งและอาญา

หมอไม่ใช่พระเจ้านะเฟ้ย

#39 By เฟเน่จัง© on 2008-04-20 17:15

งื้อ ก็รุ้ว่าลำบากน้า แถมมีฟ้องถ้าประมาท แล้วก็อดหลับอดนอน เสียสุขภาพเราเอง แต่ความรู้สึกเราเองที่เหมือนเด็กๆ เหมือนตอนเด็กๆที่มีคนถามว่าทำไมอยากเป็นหมอ

ก็อยากช่วยคนที่ไม่สบายไงละคะ

แค่นั้นละก็เลยอยากเรียนหมอดูค่ะ เป็นวิชาที่แปลกมาก เจาะละเอียดร่างกายตัวเอง แถมยังสามารถเปลี่ยนแปลงความผิดปกติบางอย่างได้และอาชีพอื่นต้องพึ่งพวกเรา ไม่คิดว่ามันน่าสนใจหรือคะ cry แต่ก็นั่นละ มองโลกด้านเดียว แง่ดีเกินไป แต่ยังไง...

นู๋เอ็นติดแพทย์แล้วค่า!!! เพิ่งติดวชิระพยาบาลปีนี้คนที่ 80 คนสุดท้ายรอบที่3เลย cry กี้ดดดซึ้งกับสิ่งที่พยายามมาตลอดม.ปลาย เหนื่อยแต่รุ้สึกดีจังเลยค่ะ ! มีความสุขจัง อิอิ

#40 By ☂ YukiUsagi ★ on 2008-04-20 17:21

เห็นด้วยค่ะ

ว่าหมอเป็นอาชีพที่ดี แล้วพักหลังๆนี้เริ่มมีประเด็นมากมายที่มาบีบรัดคนที่เป็นหมด....แต่ว่า....
โดยส่วนตัวคิดว่า...ให้เรียนอย่างที่อยากดีกว่าค่ะ
เอาคนที่อยากเรียนเข้าไปเรียน ไม่ต้องนับว่าเก่งหรือไม่
เพราะไม่งั้น...ถึงจะเก่ง ถึงจะได้หมอ แต่ไม่อยากเรียน สุดท้ายมันก็จะเป็นบุคลลากรหมอที่ไร้ศักยภาพอยู่ดีอ่าค่ะ.....ซึ่งถ้าเจอเข้าจังๆคงเซ็งไปเลย

ยกย่องหมอนะค่ะ แต่โดยส่วนตัวที่ไม่อยากเรียนแพทยื เพราะพ่ออยากให้เรียน (ค่อนข้างนิสัยเสียอ่าค่ะ พ่อจะพูดแค่เป็นหมอแล้วรวยๆ เทือกๆนี้ + เป็นพวกถ้าจะเข้าเดี๋ยวก็เข้าเอง มาไซโคยิ่งไม่เข้า )
+ สวนกระแส( ฮา ) + เรียนไม่ได้ (เมากะตัวหนังสืออย่างแรง + เกลียดเคมีเข้าไส้ทะลุตับ ) ....อาเมน....

ปล.พักนี้รู้สึกพวกเก่งๆจะไปทางวิศวะกันแทนแล้วนะ..รู้สึก (หลังจากถามคนที่เรียนเก่งๆ )
อันนี้เห็นด้วยน่ะ

ปัจจุบันนี้มีประเด็นต่างๆที่บีบคั้นอาชีพหมอ
ทำให้ต้องตกเป็นเป้าบ่อย
Hot! Hot!

#42 By อิหมาฮารุ on 2008-04-20 23:30

เราก็เข้าใจนะ...เพื่อนเราตอนเอนท์มันติดแพทย์แล้วสละ
ไปเรียนทันตะแทนและมีหลายคนท้อในระหว่างเรียนแพทย์
และเราว่าเป็นเพราะมันต้องชดใช้่ทุนเยอะด้วยแหละ...
ญาติเราโดนไปสิบหกล้านบาท...สำหรับทุน

#43 By ☆アキちゃん☆ on 2008-04-20 23:50

มันก็จริงนะที่มะอยากเรียน(ฉันเองล่ะ )มันอาจดูหน้าหมั่นไส้แต่ คุณคงเข้าใจใช่ไหม ไม่อยากเรียนก็คือไม่อยากเรียนไม่ได้แปลว่าไม่อยากเสียสละเพื่อส่วนรวม ฮือๆ มานเศ้รา แล้วอีกอย่าง พวกเรียนหมอเป็นพวกที่หัวดีแต่คนที่มาบริหารเรา (เช่น ผู้ว่าราชกาล)มันเรียนแค่ไหนกัน วันๆนั่งรอแต่จะกินเงินหลวง โอย ประเทศมันก็เลยวุ่นแบบนี้น่ะสิ

#44 By fangkhaow on 2008-04-24 22:33

ได้ความรู้เพียบ ชอบการ์ตูน clamp มากๆเลย
ชอบที่ซู้ด

#45 By ** cotton ** (117.47.69.142) on 2008-05-20 17:21