14 days in X-Ray's Department
posted on 18 Jan 2009 14:02 by aillinks in Mouths
สวัสดียามบ่ายในวันหยุดพักผ่อนสบายๆกันนะคะ เพื่อนๆทุกท่านสบายดีกันไหมเอ่ย? วันนี้มีเรื่องมาเมาท์กันสองอย่างค่ะ แบบไร้สาระอย่างกับมีสาระอย่างนะคะ ก่อนจะเข้าสู่เรื่องมีสาระก็ขอไร้สาระเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนละกัน (เกี่ยวไหมฟระ)
ช่วงที่ผ่านมาบอร์ด TSS มีจัดกิจกรรมของเหล่าเซนต์หญิงคือส่งภาพโกลด์เซนต์ทั้ง 12+1 ทำเป็นปฏิทินค่ะ แต่เห็นเท็มซังบอกไว้ว่าไม่แน่ใจว่าจะทำเป็นรูปเล่มหรืออีบุคส์ ที่แน่ๆคือแป้งก็กระแดะแอบอยากทำกับเขาไปด้วย เหอๆ ไม่เจียมสังขารเล้ย เพราะตอนแรก ไม่ได้อ่านกติกาการร่วมกิจกรรมอย่างละเอียด มาตอนหลังถึงแทบกรีดร้องโหยหวย เพราะมันต้องลงสีภาพด้วยคอมฯเท่านั้น ไม่พอ อย่าว่าแต่ลงสีในคอมเป็นเลย เมาท์แทบเลตยังไม่มีในครอบครองด้วยซ้ำ เอาล่ะสิ งานเข้าครั้งใหญ่แล้ว
สุดท้ายจนใกล้ๆสอบวันศุกร์ที่ผ่านมา และมันก็ดั๊นใกล้ Deadline ส่งภาพวาด(ที่เราเจ๋อแจมกับเขาตั้งสองภาพ) ไอ้เราก็เวรละ ทำไม่ทัน หนังสือก็ยังอ่านไม่จบ สุดท้าย ด้วยความมีเมตตาราวมาโปรดสัตว์(อ้วน) ของพี่ผึ้ง ทำให้เราได้เมาท์ปากกามาครองสมใจ (หลังจากที่ผัดวันประกันพรุ่ง ว่าจะซื้อ จะซื้อมาตั้งกะสามปีก่อนแล้ว นานนะนั่น-_-") สอบเสร็จก็นั่งปั่นนังมิวมิวอยู่ 7 ชม (นี่แค่ลงสีนะ ไม่รวมเวลาวาดและตัดเส้นอีก) นั่งปล้ำกับเจ้าแทปเลตจอมพยศตั้งนาน กว่าจะยอมแพ้ให้เราใช้งานได้ราบรื่น ภาพที่ออกมาขอตัดบางส่วนมาลงละกันนะคะ ไว้เวอร์ชั่นเต็มตัวไปรอดูกันหลังจากที่เหล่าเซนต์หญิงเบื้องบนจัดการเรื่องเสร็จแล้ว
สารภาพว่านี่เป็นการใช้เมาท์ปากกาวาดครั้งแรกในชีวิตค่ะ เลยออกมาเละแบบนี้ มือสั่นตลอดอะ บังคับให้ตวัดเส้นนิ่งไม่ได้เล้ย แล้วก็วาดชุดคลอธได้มั่วๆมากๆ เพราะไม่มีต้นแบบไว้ดูชุดคลอธเท่าไหร่ พยายามหาแล้วนะ แต่วาดได้แบบนี้อะ เวลสุดๆ
ยังดีที่ตอนนี้เท็มซังเลื่อนกำหนดส่งภาพไปอีกหน่อย เพราะเซนต์หญิงท่านอื่นๆยังปั่นไม่ครบก็อีกหลายคนอยู่ เราเลยพอมีเวลาได้หายใจในการปั่นไลบร้า โดโกกะเขามั่ง (ชุดแ่งวาดยากกว่ามิวมิวๆอีก ฮึ่ยย่า!!)
14 วันที่ผ่านมาแป้งไม่ได้หายหัวไปไหนค่ะ เพียงแต่จำศีล เอ้ย ไม่ใช่ หลบไปอยู่ส่วนมุมๆซอกๆของตึกโรงพยาบาล เนื่องจากห้องเรียนของภาควิชารังสีวิทยา (Radiology) มันค่อนข้างตั้งอยู่ซะหลบเชียว (นี่ถ้าไม่มีป้ายบอกทางนักเรียนคงได้หลงกันไปเรียนไม่ทันตั้งกะวันแรกเลยล่ะ)
วันๆก็ไม่มีอะไรมากค่ะ ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าเรียนเกี่ยวกับรังสี เพราะงั้นเนื้อหาที่เรียนก็ไม่พ้นพวกการดูและแปลผลแผ่นภาพฟิลม์ต่างๆ รวมถึงสิ่งที่่ต้องรู้เกี่ยวกับการเลือกใช้เครื่องฉายรังสีต่างๆให้เหมาะกับโรคที่คนไข้เป็นและเหมาะกับสภาพของคนไข้ที่รับได้ด้วย ไม่ใช่ว่าคนไข้คนนี้มีอาการอย่างหนึ่งอยู่ซึ่งไม่สามารถนำไปเข้าฉายรังสีได้แต่เรายังดันทุรังเอาคนไข้ไปทำอันนี้ก็นะ ไม่โดนฟ้อง คนไข้ไม่ตาย ก็เลี้ยงไม่โตแล้วล่ะค่ะ เหอๆ
ส่วนใหญ่จะเน้นการเรียนการสอนไปที่เจ้าเครื่องรังสีหลักๆ 3-4 ตัวค่ะ คิดว่าหลายๆคนก็คงเคยได้ยินมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นไปถ่าย X-Ray, CT, MRI, mammogram, Ultrasound etc. ซึ่งพวกเราระดับนักศึกษาก็จะเรียนกันแค่ว่า
1. มันคือเครื่องอะไร (What's it?)
2. เอาไว้ใช้ทำอะไร(ประโยชน์ของมัน)
3. จะเลือกใช้เครื่องนี้กับคนไข้เมื่อไหร่ (Indications หรือข้อบ่งชี้หรือบ่งใช้ในการทำ)
4. ข้อห้ามที่ห้ามทำล่ะ มีอะไรบ้าง (Contraindications) อันนี้สำคัญมากๆไม่น้อยไปกว่าข้อสามเลยค่ะ อย่างเช่น ต้องซักประวัติและตรวจร่างกายคนไข้ให้ละเอียดรอบคอบที่สุดก่อนว่ามีแพ้สารเคมีหรือแพ้ยาอะไรบ้างไหม เพราะเครื่องฉายรังสีบางเครื่อง เช่นเจ้าเครื่อง CT ก่อนจะฉายมันมีการฉีดสารทึบรังสีเข้าไปในร่างกายเพื่อเป็นผลในการตรวจได้ค่ะ ซึ่งถ้าหากบางคนแพ้เจ้าสารที่ว่าเนี่ย ก็ต้องเลี่ยงไปตรวจโดยวิธีคือค่ะ
5. วิธีเตรียมคนไข้ก่อนเข้ารับการฉายรังสี (Preparing patients before radiation)
มาทำความรู้จักกับเครื่องต่างๆคร่าวๆกันดูนะคะ
เครื่องแรกเลยก็คือ MRI (Magnetic Resonance Imaging)
คือ การตรวจร่างกายโดยเครื่องตรวจที่ใช้คลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า และคลื่นวิทยุร่วมกับคอมพิวเตอร์ ในการสร้างภาพเหมือนจริงของอวัยวะต่างๆของร่างกาย เป็นภาพตามระนาบได้ทั้งแนวขวาง แนวยาวและแนวเฉียง เป็น 3 มิติ ทำให้แพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยความผิดปกติในร่างกายได้อย่างแม่นยำ การตรวจทางการแพทย์ด้วยเครื่องมือชนิดนี้ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดใดๆ แก่ร่างกาย และไม่มีอันตรายจากรังสีตกค้าง แต่อาจมีผลทางความรู้สึกต่อผู้กลัวที่แคบ
รูปร่างหน้าตาของเจ้าเครื่องนี้ก็ตามรูปด้านล่างนี้ค่ะ
เวลาเครื่องทำงาน คนไข้ก็จะนอนในราง(รอเชือด?) แล้วเครื่องจะเลื่อนให้ตัวเราเข้าไปอยู่ในรูเล็กๆแคบๆนั่นล่ะค่ะ ซึ่งข้อเสียของมันก็อยู่ที่ใช้เวลานานมากๆ เป็นชั่วโมงเลย โดยที่คนไข้ต้องนอนนิ่งๆหากขยับตัวแม้แต่น้อยล่ะค่ะ หรือใครที่กลัวที่แคบหรือลึก ก็ลำบากหน่อย
ส่วนลักษณะภาพที่เห็นในฟิลม์จะออกมาเป็นลักษณะนี้ค่ะ
เครื่องต่อมาคือ CT scan (computed tomography)
เป็นการตรวจทางการแพทย์ด้วยคลื่นเอกซเรย์ สามารถสร้างภาพตามแนวตัดและแนวขวาง 3 มิติของอวัยวะที่ต้องการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ โดยใช้คอมพิวเตอร์ความละเอียดสูงในการแปลงสัญญาณภาพ การตรวจด้วยเครื่อง CT Scan มีการใช้รังสีเอกซเรย์ที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย หากได้รับในปริมาณมากเกินไป และ ผู้ถูกตรวจอาจต้องถูกฉีดสารทึบรังสี เข้าในร่างกาย
รูปร่างหน้าตาของเจ้าเครื่องนี้ก็ตามรูปด้านล่างนี้ค่ะ
เครื่องนี้คนไข้ก็จะถูกลำเลียงผ่านรูโดนัทตรงกลางเข้าไปคล้ายๆของเจ้าเอ็มอาร์ไอค่ะ เพียงแต่ข้อดีของมันคือใช้เวลาเร็วๆมากๆ และสามารถเห็นภาพตัดขวางได้มากถึง 64 ภาพด้วยกันเลยล่ะ ละเอียดสุดๆ
ส่วนลักษณะภาพที่เห็นในฟิลม์จะออกมาเป็นลักษณะนี้ค่ะ
ภาพที่ได้มันจะเน้นเห็นเป็นภาพตัดขวางนะคะ Cross-sectional
เครื่องสุดท้ายที่ขอพูดนะคะ คือ Ultrasound (US)
คือ การตรวจวินิจฉัยโรคด้วย "คลื่นเสียงความถี่สูง" หรือ "อุลตราซาวด์" (Ultrasound) เป็นการตรวจโดยเริ่มจาก การปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูง (ในทางวินิจฉัยโรคใช้ ความถี่ 2-7.5 MHz) จากหัวตรวจ (Probe) ผ่านลงสู่ผิวหนัง เข้าไปยังอวัยวะภายใน เมื่อเสียงกระทบรอยต่อ (Interface) ของเนื้อเยื่อ 2 ชนิด จะให้การสะท้อน (Reflection) และการหักเห (Refraction) ควบคู่กันไป เช่นนี้ทุกครั้ง เสียงที่สะท้อน กลับมายัง Probe ทุกครั้ง จะถูกแปรผล ให้ปรากฎเป็นภาพ แสดงบนจอ CRT (Cathode Ray Tube) ตามเวลาที่กลับมา จึงเห็นเป็นความลึกต่างๆ กันในทันที
รูปร่างหน้าตาของเจ้าเครื่องนี้ก็ตามรูปด้านล่างนี้ค่ะ
ส่วนลักษณะภาพที่เห็นในฟิลม์จะออกมาเป็นลักษณะนี้ค่ะ
และพวกฟิลม์ที่ได้มาแล้วนักศึกษาก็จะมานั่งจับกลุ่มวิพากวิเคราะห์หาความผิดปกติในฟิลม์ค่ะว่ามันมีอะไรแหม่งๆตรงไหนบ้าง นึกง่ายๆให้สนุกๆก็เหมือนเล่นเกมส์จับผิดหรือเกมส์ตู้หยอดเหรียญที่หลายๆคนชอบไปนั่งจิ้มติ๊งจิ้มแกร๊งๆๆ กันครั้งล่ะสิบยี่สิบบาทนั่นล่ะน่อ หรือเปรียบอีกหน่อยใครที่เล่นเกมส์มองภาพสามมิติเก่งๆก็จะได้เปรียบในการดูพวกนี้ฉลุยเลยล่ะค่ะ อยากบอกว่าวิชานี้มันเรียกได้ว่าเป็นศาสตร์มืดแขนงหนึ่งไม่แพ้ศัลยกรรมประสาทเลยล่ะ (มองด้วยตาไม่เห็นก็ต้องอาศัยจินตนาการล้วนๆ)
จริงๆยังมีอีกหลายวิธีและหลากการตรวจมากกว่านี้ค่ะ แต่นำเสนอมาให้ฟังกันแค่นี้ก่อน เดี๋ยวเพื่อนๆจะงงกันเสียก่อน วันนี้เลยขอยกตัวอย่างแผ่นฟิลม์บางส่วนมาให้ดูกันเล่นๆนะคะ
รูปแรกเป็นภาพฟิลม์ปอดและหัวใจที่ปกติดีนะคะ โดยปกติระดับความหนาแน่น density ที่แสงจะฉายออกมาให้เห็นเราแบ่งคร่าวๆเป็นห้าระดับ คือไล่จากส่วนที่ density น้อยที่สุดไปหามากสุดนะคะ ได้แก่ air>> fat >> soft tissue >> bone >> metalic ซึ่งถ้าส่วนไหนของร่างกายที่มีความหนาแน่นน้อยๆ ภาพที่เห็นก็จะออกมาเป็นสีดำที่สุดค่ะ หนาแน่นมากหน่อยก็จะขาวขึ้นๆตามลำดับ ฉะนั้นจากภาพที่เห็น ส่วนดำๆที่เห็นนั้นก็คืออากาศในปอดที่เราหายใจกันเข้าไปล่ะค่ะ ก้อนกลมๆขาวๆนั้นก็คือหัวใจนั่นเอง
ส่วนภาพที่สอง เป็นการเปรียบเทียบภาพปกติกับภาพที่ผิดปกติของปอดนะคะ ซ้ายสุดเป็นภาพปกติ สามภาพทางขวาเป็นสภาวะต่างๆที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นกับหัวใจและเลือดที่เข้ามาเลี้ยงปอดค่ะ ดูคร่าวๆไม่ต้องจริงจังก็ได้ค่ะ เดี๋ยวเพื่อนๆจะมึนน้อคเหมือนที่เราโดนมาแล้วซะก่อน เหอๆ
ที่เห็นเป็นเส้นๆในกะโหลกศีรษะเราก็เส้นเลือดที่มาเลี้ยงสมองนั่นเองค่ะ แต่ถ้าใครเคยรู้สภาพปกติของกะโหลกและสมองคนเราแล้วคงพอทราบว่าภาพนี้มีความผิดปกติของเส้นเลือดค่ะ คือมีเส้นเลือดอุดตันในสมองอยู่เส้นหนึ่ง ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ไม่ดี
ภาพสุดท้าย มีเฉลยอยู่ในฟิลม์แล้วนะคะ
ตอนแรกว่าจะเขียนเล่าอะไรเล่นๆแบบเบาๆ กลายเป็นเขียนแบบวิชาการไปอีกละ กลัวคนอ่านเบื่อจังแฮะ ฮือๆ แต่เราก็ไม่รู้จะเขียนอะไรดีเพราะช่วงนี้ในหัวมีแต่เรื่องเรียน(จำใจทั้งน้าน) ไว้มีโอกาสเหมาะๆจะมาเขียนเรื่องเบาสมองๆกันบ้างนะคะ ฉบับนี้แป้งขอตัวก่อนล่ะค่า
รักผู้อ่านทุกท่านค่ะ
edit @ 18 Jan 2009 16:33:15 by Lavenya
สวัสดียามบ่ายในวันหยุดพักผ่อนสบายๆกันนะคะ เพื่อนๆทุกท่านสบายดีกันไหมเอ่ย? วันนี้มีเรื่องมาเมาท์กันสองอย่างค่ะ แบบไร้สาระอย่างกับมีสาระอย่างนะคะ ก่อนจะเข้าสู่เรื่องมีสาระก็ขอไร้สาระเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนละกัน (เกี่ยวไหมฟระ)
ภาพที่ได้มันจะเน้นเห็นเป็นภาพตัดขวางนะคะ Cross-sectional

จะรอดูคุณปูโดโกนะฮะ (ฮา)
เห็นภาพเอ็กซเรย์แล้วรู้สึกว่าน่ากลัวจัง = =
#1 By mayWz on 2009-01-18 16:58