คำว่า Progress = ความก้าวหน้า, การก้าวไปข้างหน้า, ความคืบหน้า หรือการเดินทาง กลายๆว่า the show must go on (มันเกี่ยวกันตรงไหน?)

                                     ส่วนคำว่า Regress = การถอยกลับ, การถอยหลัง(ลงครอง) หรือความล้าหลัง

                                     จะอะไรก็แล้วแต่ แต่ช่วงนี้เห็นแต่ละคนอัพบลอคกันสม่ำเสมอ มีดีได้สาระกันทั้งน้านน พูดได้ว่า progress daily กันเป็นอย่างดี  คงมีแต่เรามั้งนะที่นับวันชักจะ regress ดองบลอคไปทุกที แถมแต่ละทีที่อัพก็ได้แต่เอาเรื่องเก่าๆมาเล่าให้ฟัง(กันใหม่)เท่านั้นเอ๊งเหอๆ

                                         

                  ก่อนที่จะเข้้าเรื่องตามเอนทรี่ที่เขียนไว้(ซะสวยหรู shiploss เวอร์ไปน่าน-*-") อยากให้ดูรูปเหล่านี้กันก่อนจ้า เริ่มจาก

 

ถ่ายไว้หลายมุมมอง

                  ใช่ค่ะ มันคือกล่องของขวัญ หลายคนเริ่มคิดในใจ (เออ ก็กล่องของขวัญตูรู้เว่ย แล้วมันยังไงเล่า?) แหมๆ ก็ถ้ามันเป็นกล่องธรรมด๊าธรรมดาอิชั้นคงไม่เอามาลงมาอวด(นิดๆ)น่ะสิฮ้า 

                   เพราะความพิเศษของมัน คือ ของขวัญชิ้นนี้ แป้งได้รับมาจากคนไข้ท่านหนึ่งที่แป้งรับผิดชอบดูแลอยู่ค่ะ ไล่ตั้งแต่รับ case ผู้ป่วย ทำความสะอาดแผล มาดูแลอาการทุกเช้าเย็นพร้อมๆกับพี่ๆและอาจารย์หมอ (พี่ๆหมอและอาจารย์เนื่องจากส่วนใหญ่งานจะยุ่งกันมากๆ ฉะนั้นจึงมาดูอาการคนไข้และเขียนใบสั่งการรักษาทั้งเช้าเย็นเท่านั้นค่ะ ส่วนเรื่องดูแลแผลของคนไข้ และงานหัตถการอื่นๆที่ระดับปี 5 ทำได้ พวกเราก็รับผิดชอบกันเองและคอยรายงานความเป็นไปของอาการและแผลนั้นๆของผู้ป่วยแต่ละคนให้พี่ๆกับอาจารย์ฟังค่ะ)ฯลฯ ทุกวัน  เป็นคนไข้และครอบครัวของคุณลุงที่น่ารักมากๆ

                   เรื่องของเรื่องคือ ช่วงตั้งแต่ 2 อาทิตย์แรกของต้นพ.ค.  ขณะนั้นแป้งกำลังrotateวนไปเรียนวอร์ดศัลยกรรมสาย GEN1 ค่ะ (พูดง่ายคือสายศัลยกรรมทั่วไปสาย 1 สำหรับสาย2-3 นั้นแป้งไม่แน่ใจว่าเคยพูดไว้ในเอนทรี่เก่าๆหรือเปล่า ไว้ยังไงมีเวลาจะมารีวิวให้อีกทีนะคะ) คุณลุงท่านนี้แกเป็นเบาหวานค่ะ ซึ่งโรคเบาหวานเนี่ย   ปกติอาการร้ายแรงอย่างหนึ่งกรณีที่เป็นหนักมากๆ ( เอิ่ม แป้งไม่ขอพูดถึงกลไกการเกิดบาดแผลในผู้ป่วยเบาหวานนะคะ ไม่งั้นจะกลายเป็นเอนทรี่ lecture ไปซะเปล่าๆ แถมอาจจะพาลไม่อ่านกันเลยด้วย) คือการมีแผลที่เท้าค่ะ ซึ่งแผลนี้ หลักๆก็เป็นผลมาจากระดับน้ำตาลในเลือดสูง/ได้รับแรงเสียดสีหรืออุบัติเหตุด้วยความบังเอิญ/ขาดเลือดมาเลี้ยงที่เท้า ฯลฯ ซึ่งคนเบาหวานนั้นหากเป็นแผลแล้วการฟื้นตัวของแผลนั้นช้ากว่าคนปกติมากเลยค่ะ แถมกรณีคุณลุงท่านนี้เท้าแกขาดเลือด เพราะที่เส้นเลือดตรงขาพับแกตีบและใกล้อุดตันค่ะ  จึงไม่แปลกหากเลือดจะมาเลี้ยงที่เท้าไม่เพียงพอ  และเกิดจากการเสียดสีระหว่างเท้ากับรองเท้าเพราะแกขับรถวันละหลายช.ม.  จนในที่สุดเท้าก็เกิดแผลและติดเชื้อ รักษามานานแต่แผลก็แย่ลงไม่ดีขึ้น ยังติดเชื้อเหมือนเดิมและเริ่มขาดเลือดมาหล่อเลี้ยงที่เท้ามากขึ้นๆ จนในที่สุด.....

 

                                         แกต้องตัดนิ้วเท้าทิ้งทั้ง 3 นิ้วค่ะ

 

                    นิ้วเท้าที่เหลือทั้งสองก็ใช่อาการจะดีนัก หนึ่งในสองกลายเป็นสีดำแห้งสนิท ไร้ความรู้สึกไปแล้วเพราะนิ้วมันตายไปแล้วค่ะ นิ้วสุดท้ายก็ดำลามไปครึ่งซีกของนิ้วแล้ว ส่วนบริเวณ 3 นิ้วที่เคยตัดไปเริ่มถูกเชื้อกัดเซาะลึกลงไปจนเลยระดับกล้ามเนื้อเข้าไปหน่อยๆแล้ว ซึ่งก็นับยังโชคดีอยู่ตรงที่ตอนนี้รักษาแล้วพอจะควบคุมการลุกลามและการติดเชื้อได้ระดับหนึ่ง ก่อนหน้านั้นแกรักษาเรื่องเส้นเลือดตีบมาระดับหนึ่งแล้ว แต่ก็แค่ช่วยได้ชั่วคราวเท่านั้น ตอนนี้จึงมานอนรพ.ด้วยเรื่องรักษาเส้นเลือดตีบให้ดีขึ้น (แต่ไม่อาจบอกได้ว่าจะหายขาด ด้วยหลายๆปัจจัยค่ะ ) และรักษาบาดแผลที่ถูกกัดเซาะกัดกินให้ดีขึ้นค่ะ  จริงๆแป้งถ่ายรูปแผลเท้าแกไว้ทุกวันเพื่อรายงานความเป็นไปของแผลให้พี่หมอทราบค่ะ แต่ดันลบภาพจากกล้องไปแล้วเพราะตอนนี้เปลี่ยนไปเรียนศัลย์สายลำไส้และทวารหนักแทน-*- เสียดายเลยไม่ได้เอาภาพของจริงๆสดๆของผู้ป่วยมาให้เพื่อนๆได้ดูกันเลย

                    ก็เพราะเหตุนี้ แป้งเลยต้องมาทำแผลให้คุณลุงแกทุกเช้าค่ะ (ประมาณ 6 โมงเช้า เพราะต้องทำแผลให้เสร็จก่อนพี่หมอเริ่ม morning round ปกติจะเิร่ิิ่มตอน 6.30น ทุกวันค่ะ ใครทำแผลไม่เสร็จหรือดูแลคนไข้ไม่ดี ถ้าบุญดีวาสนาส่งเจอพี่ใจดีก็รอดตัวไป แต่ถ้าเกิดมามีกรรม ทำระยำไว้มาก ก็อย่าหวังจะได้เจอวาจาผรุสวาทที่อาจสาดใส่ตัวเองไม่ยั้งจากพี่หมอก็ได้ค่ะ เป็นที่สยองของน้องๆตามๆกัน ก็แหง เป็นความรับผิดชอบของตัวเองแต่ถ้าดันทำตัวทุเรศ severe เข้าไปก็ไม่รอดเป็นสัจจธรรม)  ทำแผลไปคุยกับคุณลุง (แต่ส่วนมากจะคุยกับลูกสาวแกมากกว่าเพราะคุณลุงแกเป็นคนไม่ค่อยพูดอะค่ะ ไม่รู้เพราะอายจะคุยกับเด็กหรือกลัวแป้งที่เป็นหมอทำแผลให้ไม่รู้จิ เหอๆ แอบกระซิกว่าลูกสาวแกสวยและน่ารักใช้ได้เลยค่ะ โดยเฉพาะคนโต อายุมากกว่าแป้ง 4 ปีเอ๊ง หน้าเด็กกว่าเราอีก )

    กิจวัตรแต่ละวันก็ประมาณนี้ เช้ามาทำแผล ไปดูคนไข้พร้อมพี่หมอ เรียนหรือออกตรวจผู้ป่วยนอกหรือเข้าห้องผ่าตัด จนตกเย็นก็มาดูคนไข้พร้อมพี่หมออีกรอบค่ะ +/-ทำแผล บางเตียงทำวันละครั้ง บางเตียงก็ 2 ครั้งแล้วแต่ลักษณะแผลและโรคผู้ป่วยหรือแล้วแต่เสียงสวรรค์จากพี่จะสั่งมาค่ะ                   

ผ่านไปครบ 2 อาทิตย์ก็ได้เวลาแป้งเปลี่ยนสายไปอยู่ศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนักละ ตอนนั้นหลังจากเรียนที่สายใหม่มาเกือบอาทิตย์ เนื่องจากแป้งยังซักประวัติคุณลุงแกไม่ละเอียดมากพอ เลยกลับไปเยี่ยมคุณลุงอีกรอบค่ะ ก็เลยได้คุณกันพร้อมหน้าพร้อมตาเลยทั้งคุณลุงและลูกสาวทั้งสองคน  บรรยากาศก็เป็นกันเองมากค่ะ ดูคุณลุงแกประหม่าน้อยลงเยอะ แถมเดินได้มากขึ้นกว่าก่อนด้วย แสดงว่าแผลดีขึ้นมากแล้ว น่าดีใจแทนจริงๆค่ะ

                 และก็สิ่งที่ทำให้แป้งตกใจมากกว่าคือ คุณลุงแกพูดกับแป้งมากที่สุดตั้งแต่เจอหน้ากันเลยละ ปกติเงียบตลอดไม่ค่อยพูดเลย แต่มาวันนี้ยอมให้ความเรื่องมือเรื่องที่แป้งมาซักประวัติ(เพื่อเขียนรายงานส่งอาจารย์)เป็นอย่างดี โอย อิแป้งเป็นปลื้มสุดชีพ แถม ลูกสาวคุณลุงแกแซวว่าเนี่ย

 

                 " หมอแป้ง (พี่สาวเขาเรียกแป้งแบบนี้ค่ะ อายจัง หนูยังไม่ได้จบเป็นหมอเต็มตัวเลยนะคะพี่>x<) เดี๋ยวนี้ไม่มาหาคุณพ่อ(ก็คือคุณลุงคนไข้)เลย พี่เห็นแต่น้องหมอคนอื่นมาทำแผลให้แทน เนี่ย คุณพ่อเขาเอาแต่บ่นคิดถึงอยากคุยกับหมอแป้งมากเลยค่ะ " 

 

                 แป้งแค่ได้ฟังเท่านี้ก็ดีใจจนอยากกรี๊ดดังๆแล้วล่ะค่ะ ไม่เคยคิดว่าสิ่งที่เราตั้งใจทำและพยายามดูแลเขาอย่างดีสุดท้ายจะได้ผลลัพธ์เป็นแบบนี้ มันดีใจและปลื้มใจจนบอกไม่ถูก แต่เพราะแป้งปกติเป็นคนนิ่งๆ ขี้อายและบุคลิกภายนอกดูวางตัวเป็นผู้ใหญ่ ก็เลยได้แต่พูดยิ้มๆไปอะค่ะว่าเพราะเปลี่ยนสายเรียนแล้วเลยไม่ได้มาหาคุณลุงกับพี่สาวค่ะ จริงๆอยากมาเยี่ยมเหมือนกัน (แหงดิ ก็คนไข้ที่ดูแลทำแผลให้กับมือตลอด 14 วันเต็มที่ผ่านมานินา ไม่ผูกพันธ์กันบ้างก็แปลกล่ะ) แต่งานในสายใหม่ก็ยุ่งและเลิกเย็น/ค่ำมากทำให้มาหาไม่ได้เลย เพิ่งว่างวันนี้เป็นวันแรกก็เลยมาเยี่ยมคุณลุงกับพี่สาวนี่อะค่ะ

                 นอกจากนั้นเราก็คุยกันสัพเพเหระ บลาๆๆ จนได้เวลาเห็นว่าควรกลับไม่อยากรบกวนเวลาพักผ่อนคุณลุงแล้ว (นั่งเมาท์กันเกือบ 2 ช.ม. ทำไปด๊ายยยย แต่ก็รู้สึกดีนะ)  ก่อนจาก พี่สาวเขาก็เลยยื่นกล่องของขวัญคือรูปด้านบนนั้นมาให้แป้งล่ะค่ะ แป้งงี้อึ้งไปหลายวิเลย แค่บอกว่าเขาคิดถึงเราก็ดีใจแย่แล้ว นี่ยังให้ของขวัญอีก โอย พรรณาความรู้สึกไม่ถูกเลยค่ะ  แป้งก็ขอบคุณคุณลุงแกและพี่สาวมากๆ แล้วพี่สาวก็ขอให้แป้งนั่งถ่ายรูปกับคุณลุงไว้เป็นที่ระลึกค่ะ (บ้านเดิมของคุณลุงอยู่ตราดน่ะค่ะ เพราะงั้นคงไม่ได้มากทม.บ่อยๆแน่) ทำเอาวันนั้นทั้งคืนต่อเนื่องไปอีกหลายอาทิตย์ จนถึงวันนี้ ยามที่นึกถึงภาพรอยยิ้มของคนไข้ คำพูดและสายสัมพันธ์ระหว่างหมอฝึกหัดอย่างเรากับคนไข้ทำให้แป้งหายเหนือ่ยไปได้เยอะเลยค่ะ แถมมีลูกฮึดไว้ใช้ยามที่ท้อแท้และเริ่มเหนื่อยกับชีวิตได้หลายครั้ง แป้งก็ได้แต่ยิ้มไม่หุบหน้าบานเป็นกระด้งเลย พอกลับมาบ้านเปิดของขวัญดูก็นี่เลยค่ะ แต่น แตน แต๊นนนนนนนนนนน

                 มันคือกระปุกออมสินค่ะ น้องทหารน้อยใส่หมวกกระดองเต่านอนก่ายอยู่บนลูกระเบิดน้อยหน่า อิอิ น่ารักโดนใจสมกับที่เราเป็นหมอทหารจริงๆ >W< พี่สาวช่างคิดเหลือเกิน เลือกของได้ถูกใจหนูมากเลยค่า  ยังไงๆก็ขอบคุณคุณลุงและพี่สาวอีกครั้งนะคะ แม้ว่าช่วงนี้หนูจะเริ่มหายตัวไปอีกแล้ว แต่ถ้ามีเวลาปุ๊บจะรีบไปเสนอหน้าให้เห็นเลยค่า

                                   

 

                 จริงๆยังมีเรื่องเมาท์ๆในช่วง 3 เดือนที่หายตัวไปให้ฟังอีกเยอะ แต่วันนี้แค่นี้ก่อนนะคะ ต้องไปปั่นรายงานคนไข้ต่ออีกละ เบื่อจริงเชียว อยากอ่านหนังสือแทนมากกว่า ไม่เมื่อยมือด้วย ฮือๆ ไว้ค่อยคุยกันใหม่น้าทุกคน ฝันดีจ้า

 

 

                   

                    

 

 

 

edit @ 8 Nov 2009 16:16:50 by Lavenya

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

โอ....เข้าใจเลยค่ะ ทางนี้ก็เริ่มขึ้นคลีนิกแล้ว ถึงจะเป็นหมอฟันไม่ใช่หมอแต่ความรู้สึกแบบนี้อ่านแล้วดีใจแทนเลยจริงๆค่ะ

เวลาที่คนไข้แสดงออกว่ารักเรามันเหมือนเป็นสิ่งตอบแทนที่ล้ำค่าที่สุดจริงๆค่ะ
หายเหนื่อยเติมกำลังใจได้เยอะเลยค่ะ
เรื่องทำนองนี้เคยเจอเหมือนกันถึงจะไม่ขนาดนี้แต่ก็แนวๆนี้ล่ะค่ะ ยิ้มแป้นนานอย่างกับคนบ้าเลยค่ะ(ฮา)

เรียนหมอสู้ๆนะคะ^^
ทางนี้ก็คลีนิก ต้นฉบับ LC เลยไม่ไปไหนเลย เหอๆๆๆ

#1 By RIN on 2009-06-06 22:09

ยินดีด้วยฮะ ชีวิตหมอ นศพ มันจะมีความสุขตอนที่คนไข้ Feedback นี่แหละนะconfused smile confused smile

#2 By on 2009-06-06 22:48