น้ำตาโศกหยดแรก กับ ลมหายใจนาทีสุดท้าย...
posted on 02 May 2008 02:42 by aillinks in Medicine
สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ช่วงนี้หลังหายไปนานตอนนี้กลับมาอัพเฉพาะกิจชั่วคราวว่ายังมีชีวิตอยู่ดีอย่างที่เห็นค่ะ แต่เนื่องจากตอนนี้เรียนหนักมากมาก (กลับถึงหอพักหลังห้าทุ่มแทบทุกคืน) เสาร์อาทิตย์ยังมีไปดูคนไข้ต่ออีก หลังขึ้นเรียนบนโรงพยาบาลของจริง ได้เจอกับคนไข้จริงๆถึงทำให้รู้ซึ้งศัพท์ที่เพียรท่องไว้หนักหนาตอนสอบเข้าว่า " เสียสละความสุขส่วนตนเพื่อส่วนรวม " นั้นมันเป็นยังไงก็ครานี้แหล่ะยัยแป้งเอ๊ย
แป้งเปิดเรียนตั้งแต่จันทร์ที่ 21 เมษาที่ผ่านมาแล้วค่ะ นับว่าเป็นการขึ้นวอร์ดบนรพ. ครั้งแรกในชีวิตเลยก็ได้มั้ง (จริงๆก่อนหน้านั้นก็ไปๆมาๆรพ.บ่อยแล้วแต่ไม่ได้สัมผัสคนไข้จริงจัง แค่ไปเมียงมองผ่านๆเท่านั้นเอง) แต่คราวนี้เราได้เรียนรู้ของจริง สัมผัสจริงๆ รู้สึกยังกะหลุดไปอีกโลกจริงๆ เป็นน้องเล็กบนวอร์ด แต่เป็นพี่ใหญ่สำหรับน้องปี 1-3 เนื่องจากชั้น Preclinic จะเรียนอยู่อีกตึก ส่วนปี 4-6 เรียนที่ตัวรพ. ค่ะ
แรกๆยอมรับว่าเหนื่อยมาก จากเดิมที่เคยนั่งแต่ฟัง lecture บริหารแต่นิ้วมือยิกๆ สบ๊ายสบายในห้องแอร์เย็นฉ่ำ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้วค่ะ ยืนเรียนตลอด เดินก็มาก แทบจะนับเวลาที่ได้นั่งได้เลยว่ามีกี่ชม.ในหนึ่งวัน เพราะตื่นแต่หกโมงเช้าไป Round คนไข้ตามพี่แพทย์ประจำบ้าน พี่ extern(ปีหก) พี่ปีห้า และตบท้ายด้วยน้องเล็กอย่างเราคือปีสี่ ซึ่งกว่าจะ round คนไข้แต่ละเตียงเสร็จก็ไปหลายชม. อยู่ ยืนอย่างเดียวเท่านั้นทำเอาขาแป้งแทบหักทั้งยืน ทรมาณมากๆ แต่จะบ่นก็ไม่ได้ พี่ๆทนกันได้ เราเองก็ต้องทนได้ (แถมตัวเองดันเลือกมาเองก็ต้องทนเอง) จนตอนนี้ผ่านมากว่าสิบวันก็เริ่มปรับตัวได้แล้วค่ะ
กิจวัตรประจำวันหนึ่งๆคือตื่นเช้าไปดูคนไข้ เรียนบรรยายช่วงสายๆและบ่าย ตบเย็นด้วยการ Round คนไข้กับพี่ๆอีกรอบ พี่ไปทางไหนลูกเจี๊ยบอย่างน้องๆก็เดินตามเป็นพรวน ดูแล้วก็ขำๆน่ารักดีค่ะ อย่างกับแม่ไก่และลูกเจี๊ยบจริงๆนะ ใครไปรพ.รัฐก็ลองดูเวลาพวกนศพ. เขาเรียนกันนะคะ แต่ไม่เท่านั้น หลัง round เสร็จ หน้าที่ของปีสี่คือต้องคอยเขียนใบรับคนไข้กรณีที่มีคนไข้รายใหม่ admit เข้าวอร์ดมา ต้องซักประวัติตรวจร่างกายแล้วเขียนลงบันทึกไว้เป็นหลักฐานให้อาจารย์หรือพี่ๆตรวจ หรือเขียนรายงานแต่ละวันว่าคนไข้เตียงที่เรารับผิดชอบตอนนี้เป็นยังไงบ้างแล้ว กว่าจะได้ลงวอร์ดแต่ละวันก็ปาไปเกือบเที่ยงคืนทุกวันเลยค่ะ
เมื่อก่อนเคยได้ยินพี่ๆพูดกันบ่อยว่า " แม้หมอจะมีวันหยุด แต่คนไข้ไม่มีวันหยุดป่วยได้ " สุดท้ายก็ต้องลากสังขารไปดูงานต่ออีกตามเคย เพราะงั้นเสาร์อาทิตย์ใช่จะว่างค่ะ แต่ยังดีที่แค่ทำครึ่งวันแม้วันอาทิตย์หรือหยุดราชการก็ตาม
อยากบอกว่าที่เล่าๆข้างต้นแค่เกริ่นนำเฉยๆ เรื่องตามหัวข้อนั้นหลังจากนี้ค่ะ
วันนี้เป็น Jackport ที่แป้งต้องอยู่เวรประจำวอร์ดพอดี หมดเวลาลงวอร์ดกลับไปสลบที่หอต่อก็โน่น หลังเที่ยงคืนเลย แต่ก่อนจะกลับดันมีคนไข้เตียงหนึ่่ง ก็สงสัยว่าทำไมมีญาติๆมามุงเต็มเตียง เพราะตอนนั้นก็ห้าทุ่มกว่าแล้ว หมดเวลาเยี่ยมไปนาน พอมาเห็นก็ถึงบางอ้อ เพราะคนไข้คุณตาคนนั้นกำลังไปสบายแล้วค่ะ ช่วงนั้นแป้งก็กำลังยุ่งๆกับการรับคนไข้คนใหม่เข้ามาพอดี ลูกชายของคนไข้ก็วิ่งเข้ามาตามพวกหมอว่าเครื่องช่วยวัดชีพจรการเต้นหัวใจมันหลุดหรือหยุดทำงานอะไรสักอย่าง ฟังก็ไม่ทัน แต่พี่เราบอกให้เรียกพยาบาลไปจัดการให้เพราะพวกหมอกำลัง consult เรื่องคนไข้ case ใหม่อยู่ พอพยาบาลเรียกให้หมอไปดูหน่อยเท่าน้ันแหล่ะ แป้งเลยต้องไปกะเขาด้วย ปรากฎไปถึงเห็นญาติๆร้องไห้ฟูมฟายกันใหญ่ แป้งเห็นคนไข้ก็จำได้ทันทีว่าเป็นเตียงของคุณตาที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแล้ว ที่รักษาอยู่ตอนนี้เพราะลูกหลานไม่ต้องการให้ตอนแกไปทรมาณมากนัก และตกลงกับหมอว่าหากหัวใจหยุดเต้นไปแล้วจะไม่ให้ยื้อไว้ต่อ
ก็เข้าใจความรู้สึกญาติๆนะคะ แป้งเห็นแล้วไม่รู้ทำไมความรู้สึกผิดมันพุ่งจะทะลักอกให้ได้ ทั้งที่เขาก็เสียไปตามธรรมชาติแล้ว แต่มันก็อดน้ำตาไหลด้วยไม่ได้ แม้จะแค่หยดเดียวที่หลั่งออกมาให้กับคนไข้คนแรกที่เสียต่อหน้าต่อตาเราไปโดยที่เราช่่วยอะไรไม่ได้เลย ความรู้สึกขณะนั้นมันบอกไม่ถูก รู้สึกว่าแม้ตัวเองจะเป็นหมอ แต่ก็ไม่สามารถช่วยอะไรคุณตาได้มากเลย ยิ่งเห็นหลานเหลนของตาร้องไห้โฮใหญ่ แป้งเองก็ได้แต่อึ้ง พูดอะไรไม่ออก ผิดกับพี่ๆแพทย์ชั้นอื่นที่ไม่มีปฏิกิริยาอะไรได้แต่เลี่ยงออกมาจากห้องนั้นด้วยสีหน้าเหมือนเดิม เฉยๆ แป้งเข้าใจว่าคงชินกับการเห็นคนตายมาเยอะแล้วเลยปลงได้นานแล้ว ผิดกับแป้งที่ขึ้นวอร์ดมาได้สิบกว่าวันก็เจอคนไข้ตายต่อหน้าต่อตาพร้อมครอบครัวของเขาเลย
เห็นแล้วมันสะท้อนใจและหดหู่จริงๆค่ะ สมองและใจก็รู้นะคะว่าเป็นธรรมดาและไม่เคยคิดอะไรมากกับความตายของคนเลยค่ะ แต่ร่างกายมันดันไม่ยอมฟังเข้าใจไปด้วย น้ำตาเลยไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวทั้งที่พยายามกลั้นไว้แล้ว จากเหตุการณ์ครั้งนี้มันสอนอะไรกับแป้งหลายอย่าง ที่แน่ๆ เตือนสติให้คนเป็นหมอให้รู้ว่าหากตนไม่ขยันมีความรู้มากๆและเป็นหมอที่ดี คงจะมีคนที่ต้องตายด้วยน้ำมือเราต่อไปอีกแน่ ฟังแล้ว หดหู่ใจจริงๆค่ะ
edit @ 2 May 2008 03:07:58 by Lavenya