[เรื่องจริงท้าพิสูจน์] เหตุเกิดระหว่างหมอ(คุณ)ไสย์
posted on 19 Sep 2008 13:36 by aillinks in Mouthsคำเตือน: หัวข้อเอนทรี่นี้เป็นเรื่องจริงที่ไม่ได้สมมติขึ้นและไม่ได้พาดพิงถึงบุคคลใด
เป็นพิเศษจนเกิดความเสื่อมเสียแต่อย่างใด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
-------------------------------------------------------------------------------------------------------
วันนี้เราจะมาว่ากันถึงเรื่องปรากฎการณ์พัน(พิ)ลึกที่นานน้าน จะได้เจอะกับตัวสักที เลยอดเก็บมาเมาท์กับคนอ่านที่รักไม่ได้
อย่างที่รู้กันว่าสังคมไทยนั้นมีความเชื่อเรื่องผีสางเทวดาฟ้าดิน และเรื่องเหนือธรรมชาติที่ไม่สามารถพิสูจน์กันด้วยตรรกะทางวิทยาศาสตร์ได้มานานนับแต่รุ่นบรรพบุรุษ(ของไทย แต่โบราณณณณณ....) แน่นอนว่าต้องมีทั้งคนที่เชื่อและไม่เชื่อ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคนด้วยแต่ละฝ่ายความคิดนั้นต่างมีเหตุผลสนับสนุนในความคิดและความเชื่อของตัวเองจนทุกวันนี้ก็ยังหาข้อสรุปมิได้
ใช่ค่ะ เพราะเรื่องที่จะพูดต่อไปนี้คือเป็นเรื่องของวิญญาณนั่นเอง .........
ที่มาของเอนทรี่นี้เกิดขึ้นระหว่างที่จขบ.(เจ้าของบลอค) กำลังนั่งฟังอาจารย์ lecture เกี่ยวกับ Guild line ในส่วนหนึ่งของวิธี Management ของหมอว่าหากเราจบออกไปเป็นหมอใช้ทุนซึ่งต้องลุยงานเดี่ยวๆไม่มีใครคอยช่วยเหลือหรือให้เรา consult ปัญหาต่างๆเหมือนสมัยเรียนได้แล้วนั้น เราจะทำยังไงดี
ฟังมาย่อหน้าข้างบนก็อย่าเพิ่งหลงประเด็นกันล่ะ เพราะเรื่องหลังจากนี้ต่างหากที่ทำเอาเราทั้งตื่นเต้น เหงื่อแตก ลุ้นระทึกจนขนลุกซู่ไปหลายวันพอดู อ้อ ขอออกตัวก่อนนะคะว่าปกติแล้ว เราเป็นคนที่(ค่อนข้างจะ) หัวตรรกะพอสมควร ทำอะไรคิดอะไรขอให้มีเหตุผลรองรับไว้ก่อน แต่ก็ไม่ใช่จะเป็นพวกหัวชิดซ้ายตลอดหรือขวาเสมอ เพราะเราก็เปิดใจยอมรับความเชื่อในเรื่องเหนือเหตุผลเหล่านี้ด้วยเช่นกัน แต่เลือกที่จะรับฟังในสิ่งที่เห็นสมควรแต่พอเหมาะ ไม่ใช่สักๆแต่ฟังเขาเล่าอะไรมาก็เชื่องมงายตามไปหมด (เชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่เคยลบหลู่ค่ะ )
เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายปีพอดู ระหว่างที่อาจารย์หมอ (อาจารย์ท่านยังหนุ่มนะคะ เพราะยังเป็น Staff ward อยู่เลย อายุน่าจะ 30 ปลายๆด้วยซ้ำ) ไปใช้ทุนที่ต่างจังหวัดค่ะ
เรื่องมีอยู่ว่า............
วันหนึ่ง ระหว่างการออก OPD หรือที่เราเรียกว่าตรวจคนไข้นอก ประจำรพ.ในตัวเมืองที่จังหวัด มีคุณพ่อคนหนึ่งพาลูกสาว มองผ่านๆน่าจะอายุประมาณเด็กม.ต้น มาหาอจ.หมอค่ะ ซึ่งฟังแค่ตรงนี้ก็คงจะไม่เป็นที่น่าแปลกใจอะไร เพราะคนไข้ที่มาหาหมอก็มีได้ทุกเพศทุกวัยทุกโรคได้อยู่แล้ว แต่กับ case นี้ ไม่แปลกมันคงไม่ได้แล้วล่ะ!!
คุณพ่อของผู้ป่วยแกเล่าประวัติและอาการให้ฟังว่า เช้าวันนี้(วันที่มาหาหมอ) ปลุกลูกสาวอย่างไรก็ไม่ยอมตื่น ไม่ว่าจะเรียกเสียงดังๆ(ดังจนบ้านแทบแตก)ก็แล้ว กระตุ้นให้ตื่นด้วยการเขย่าตัวแรงๆก็แล้ว จนเวลาผ่านไปครึ่งวันก็ไม่มีการตอบสนองจากผู้เป็นลูกเลยค่ะ ทั้งที่เมื่อคืนก่อนจะเข้านอนแกก็เป็นปกติดีทุกอย่าง ทำกิจวัตรประจำวันเป็นปกติคือตื่นนอนเช้า ไปร.ร. กลับบ้านอยู่กับครอบครัว ก่อนตบท้ายด้วยดูละครโทรทัศน์ก่อนเข้านอน หากพอเช้าวันนี้ก็มีอาการเหมือนเจ้าหญิงนิทราอย่างที่เห็น
อจ.หมอท่านก็ลองตรวจเช็คดูโดยกระตุ้นด้วยการใช้แรงแรงๆ กับเด็กคนนั้นดูตามหลักการแพทย์ แต่ก็ไร้การตอบสนองเช่นเคย ลองตรวจร่างกายดูทุกระบบของร่างกายสิว่าเป็นไง ก็ปรากฎว่า ปกติดีทุกอย่างเหมือนที่ในประวัติและคุณพ่อบอกว่าไม่มีโรคประจำตัวหรือเจ็บไข้ได้ป่วยอะไรเลย (น้องผู้หญิงคนนี้แกเป็นคนสุขภาพแข็งแรงดีมากค่ะ) เพราะฉะนั้นผลการตรวจทั้งหลายแหล่จึงหาความผิดปกติใดๆไม่พบแม้แต่น้อย
แล้วคุณพ่อแกก็เป็นห่วงมากค่ะ ขอให้หมอจัดการส่ง Lab ทุกอย่างที่มีโดยไม่เกี่ยงเรื่องค่าใช้จ่าย (ตามปกติแล้ว การส่งผลตรวจ Lab จะทำก็ต่อเมื่อเห็นว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น หรือมีความไม่แน่ใจในการวินิจฉัย จึงจะทำการส่งผลตรวจทาง lab อีกอย่างเพื่อช่วยให้การวินิจฉัยเป็นไปอย่างถูกต้องและง่ายขึ้นค่ะ) แต่ผล lab ทุกอย่างก็ปกติดีค่ะ ไม่ว่าจะเป็น X-ray สมอง,ทำ CT scan ของสมอง (ตอนแรกสงสัยในความผิดปกติทางสมองค่ะ)และการตรวจอื่นๆแทบจะทุกระบบในร่างกายแล้วก็ว่าได้
--------------------------------------------------------------------------------------------------
<< เล่ามาถึงตรงนี้แล้วขอย้ำกับผู้อ่านทุกคนก่อนนะคะ ว่าเด็กคนนี้แกเป็นคนมีสุขภาพแข็งแรงดี ไม่มีโรคประจำตัวอะไร ตรวจร่างกายก็ปกติหมด แถมตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือการส่ง lab ก็ยังปกติดีหมดเสียอีกแน่ะ แล้วการที่เด็กคนนั้นมีอาการเหมือนหลับทั้งเป็นแบบนี้มันเพราะอะไรกันล่ะ มาดูกันต่อค่ะ >>
---------------------------------------------------------------------------------------------------
ถามประวัติเพิ่มเติมกับคุณพ่อว่าเด็กคนนี้ไปทานยาอะไรผิดปกติหรือเปล่า เพราะหมอต้องนึกไปถึงปัญหาต้นเหตุต่อไป(หลังจาก 2 steps แรกตรวจแล้วไม่พบความผิดปกติอื่นๆ) ซึ่งปัญหาประเด็นต่อมาที่อจ.หมอท่านสงสัยคือ
เป็นไปได้ไหมว่าเด็กคนนี้จะโดนวางยา?
เพราะในเมื่อหลักฐานตั้งมากมายก็ฟ้องอยู่ว่าเด็กปกติ๊ปกติทุกอย่าง ฉะนั้นหากเป็นไปได้ตามข้อสงสัยนี้ การตรวจสอบสารพิษที่อาจตกค้างในกระเพาะอาหารก็คงจำเป็นต้องทำค่ะ (แต่ก็คงไม่ง่ายเลยเพราะคนไข้แกยังสลบไสลไม่รู้สึกตัวแบบนี้ ถึงอยากทำบางทีก็ทำไม่ได้ค่ะ) คุณพ่อก็ตอบว่าเปล่า ไม่เคยกินเลย ไม่เคยเสพสารเสพย์ติด ไม่มีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือเพื่อนๆที่ร.ร.ด้วย พูดง่ายๆคือเป็นเด็กดี เรียนเก่ง เรียบร้อย มาตลอด
ทั้งตรวจทั้งซักประวัติกันจนเวลาผ่านไปจากช่วงสายๆของวันจนตะวันแทบจะลับฟ้า ทางหมอและรพ.เองก็จนปัญญาไม่รู้จะจัดการอย่างไรดีต่อเพราะเพิ่งเคยเห็น case แปลกๆแบบนี้ครั้งแรก (อย่าลืมนะคะว่าขณะนั้น อจ.หมอท่านยังเพิ่งเป็นแพทย์จบใหม่ และในรพ.เองก็มีผอ.รพ.กับแพทย์ท่านอื่นอีกไม่กี่คนเท่านั้นประจำอยู่ การรักษาจึงค่อนข้างจำกัดอยู่สักหน่อย) จึงลงความเห็นว่าควรให้เด็กคนนั้น Admit นอนที่รพ.คืนนี้ไปก่อน เพื่อที่หมอจะได้ทำการตรวจเช็คอีกครั้ง
และแล้ว ความแปลกแกมซวยก็มาเยือนจนได้ค่ะ
ช่วงประมาณสองทุ่มของเย็นวันนั้น จู่ๆเด็กคนนั้นก็ลืมตาตื่นขึ้นมาได้เองโดยที่ไม่ต้องให้ใครมาปลุกกระตุ้นแรงๆเหมือนตอนเช้าวันที่ผ่านมา ตื่นปุ๊บน้องหนูแกก็ลุกขึ้นมาดูละครทีวีตามนิสัยที่ชอบดูทีวีเป็นนิจ นางพยาบาลเห็นเข้าก็ตกใจค่ะ รีบวิ่งไปแจ้งอจ.หมอจนแตกตื่นกันไปทั้งรพ.
หมอถามเด็กคนนั้นว่ารู้ไหมว่าตัวเองเป็นอะไรไป เด็กคนนั้นตอบไม่ทราบค่ะ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่(รพ.)ได้ยังไง หมอถามอีกว่าตอนที่ถูกปลุกรู้สึกตัวบ้างไหม เด็กก็ตอบว่าไม่รู้สึกอะไรเลยค่ะ มันเหมือนกับนอนหลับสนิทเสียจนไม่รับรู้อะไรอีก หมอกับพยาบาลฟังแล้วก็งงค่ะ เลยขอตรวจเช็คร่างกายเด็กคนนั้นอีกครั้งหลังจากที่คนไข้รู้สึกตัวแล้ว ก็พบว่า ผลการตรวจทุกอย่างยังปกติเช่นเดิม หลังแจ้งกับคุณพ่อเด็กให้มารับกลับบ้านไปเรียบร้อยแล้ว อจ.หมอท่านเล่าให้พวกเราฟังต่อ(นศพ.รวมถึงจขบ.ที่นั่งเรียนนั่งฟังอย่างใจจดจ่อ {ตกลงเรียนหรือฟังอจ.เล่าเรื่องสนุกให้ฟังกัแน่ฟะ-*-""})
ความเห็นส่วนตัวของอจ.หมอขณะนั้นคือคิดว่าเด็กคนนั้นเป็น Malingeling symptom หรือที่เรียกกันภาษาชาวบ้านว่า "โรคแกล้งป่วย/โรคแกล้งทำ" ง่ายๆก็คือโรคสำออยแหล่ะค่ะ คือคนไข้เป็นปกติดีทุกอย่าง แต่ก็แกล้ง/จงใจเป็นว่าตัวเองป่วย อันนี้ก็เป็นแค่สันนิษฐานที่อาจารย์แค่นึกสงสัยนะคะ ทั้งที่ในใจมันก็ยังตะหงิดๆออกจะขัดแย้งกันเองอยู่ด้วยซ้ำ
เพราะลองคิดกันดูดีๆนะคะ ว่าหากเด็กเขาแกล้งทำจริงก็นับว่าเขาแสดงละครได้เก่งสมบทบาทชนิดดาราฮอลลีวู้ดยังต้องศิโรราบให้เลยล่ะค่ะ ขนาดแกล้งป่วยตบตาหมอทั้งหลายและผลการตรวจต่างๆได้ขนาดนี้
เกริ่นมานานแต่ขอบอกว่ายังค่ะ ความพิลึกมหัศจรรย์มันจะเริ่มขึ้นต่อจากนี้ต่างหาก!!
หลังจากนั้นผ่านไปได้ 2 ปี วันหนึ่ง เด็กผู้หญิงคนนั้นก็มาหาอจ.หมอที่รพ.ด้วยอาการเป็นหวัดธรรมดาค่ะ อจ.หมอดูในแฟ้มประวัติก็จำได้ค่ะว่าเป็นเด็กคนนี้นี่เองที่ตนสงสัยว่าเป็น Malingerling's ก็เลยพูดคุยถามแกดูว่าทุกวันนี้ยังมีอาการเหมือนเจ้าหญิงนิทราอีกหรือเปล่า
เด็กคนนั้นบอกว่ามีค่ะ ซึ่งอาการครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากมาหาอจ.หมอตอนนั้นประมาณ 4-5 เดือนต่อมา โดยอาการที่เป็นก็เหมือนเดิมทุกอย่างคือ อยู่ดีๆก็หลับเป็นตาย ปลุกเท่าไหร่ไม่ยอมตื่น ทั้งที่ผลการตรวจปกติดีทุกอย่าง ร้อนถึงคุณพ่อต้องพาไปรพ.ใกล้ๆแถวนั้น และก็เช่นเดิมคือ หลัง admit คอยดูอาการจนถึงช่วงค่ำ จู่ๆตอน 2 ทุ่มกว่าเด็กก็ตื่นขึ้นมาได้เองค่ะ
แต่คราวนี้ที่แปลกกว่าก็คือ พยาบาลที่เข้าไปถามอาการให้คำบอกเล่าว่า เด็กคนนี้มีอาการแปลกๆ ร้องตะโกนอยู่ตลอดว่าตนไม่ได้ชื่อของเด็กผู้หญิงคนนี้ แต่ชื่อ....(ขอสมมติว่าเป็น A แล้วกันนะคะ) ซึ่งใช้คำสรรพนามแบบ "กูๆมึงๆ" ตลอด นิสัยก็เปลี่ยนไปเหมือนเป็นคนละคน หลังพวกหมอและพยาบาลไล่ซักถามก็ได้ความดังนี้ค่ะ
คนที่เราเห็นในร่างของเด็กผู้หญิงคนนั้น ความจริงเป็นคุณยาย(ย้ำนะคะว่าเป็นคุณยาย) ชื่อ A เสียชีวิต(แบบตายทั้งกลม)ไปนานแล้ว ขณะยังมีชีวิตอยู่มีบ้านอยู่ที่ไหน แล้วญาติมีใครบ้างแกบอกมาหมดเลยค่ะ แกบอกว่าไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอยู่ๆถึงมาอยู่ในร่างของเด็กผู้หญิงคนนี้ได้ และไม่เคยรู้จักกันมาก่อนด้วยค่ะ ซักถามเสร็จ หมอกับพยาบาลจะฉีดยานอนหลับให้คุณยายนอน(เพื่อที่ว่าอะไรเราก็จำที่อจ.หมอแกเล่าให้ฟังไม่ได้อะค่ะ) แต่แกก็ดิ้นไม่ยอมค่ะ ทั้งที่โดนจับฉีดยาไปเข็มหนึ่งแล้ว แต่ก็ไม่สะทกสะท้านสะเทือนเลย (คนปกติเจอไปแค่เข็มเดียวก็สลบเหมือดแล้วค่ะ แต่นี้คุณยายแกต้องล่อปริมาณยาไปมากกว่าปกติถึง 3 เท่ากว่าจะสงบลงได้!!!)
ไม่นาน คุณพ่อของเด็กคนนี้ก็มาถึงรพ.หลังพยาบาลแจ้งไปว่าเด็กรู้สึกตัวตื่นเองแล้ว หมอก็เล่าให้ฟังทุกอย่าง ถามว่าเด็กคนนี้เคยไปทำอะไรแถวๆบ้านคุณยายA ที่มาสิงร่างเด็กคนนี้บ้างหรือเปล่า พ่อก็ตอบว่าเปล่า บ้านของเด็กคนนี้กับคุณยายA คนละจังหวัดแถมยังห่างกันหลายร้อยกิโลเมตรเลยค่ะ และไม่เคยพาลูกสาวไปทำธุระอะไรแถวจังหวัดบ้านเกิดคุณยายA แกด้วยซ้ำ
สุดท้าย หลายวันต่อมา คุณพ่อจึงตัดสินใจลองพาลูกสาวไปตามที่อยู่ของคุณยายA คนนั้นดูค่ะ เพราะเห็นแบบนี้คงจะปล่อยไว้เฉยๆไม่ได้แน่ เดินทางมาถึงก็ได้พบกับญาติๆของคุณยายแกค่ะ บอกว่าคุณยายมเคยมีชีวิตอยู่ที่นั่นจริง และบอกว่าสงสัยเด็กผู้หญิงคนนี้คงจะ "โดนลองของ" เข้าแล้ว จึงแนะนำให้พาไปหาหมอผี หรือหมอพวกคุณไสย์นี่ล่ะค่ะ จัดการทำพิธีพาคุณยายออกจากร่างให้
เมื่อได้พบกับหมอผี แกก็บอกว่าสาเหตุที่เป็นแบบนี้เพราะเด็กผู้หญิงไปโดนน้ำมนต์หรือที่เรียกกันว่าน้ำเสน่ห์สัมผัสโดนเข้าค่ะ ซึ่งในน้ำนั้นคงจะมีดวงวิญญาณของคุณยายแกสถิตอยู่ด้วย พอเด็กโดนป้ายน้ำนี้เข้า วิญญาณคุณยายแกเลยตามมาด้วย หมอผีแกบอกว่าจัดการให้ไม่ได้ เพราะรู้สึกอาคมของหมอผีเจ้าของน้ำมนต์นี้จะแรงสูงกว่า การจะหักล้างอาคมให้หมดไปจำต้องใช้ของๆคนที่มีพลังมากกว่าเท่านั้น จึงแนะนำให้สองพ่อลูกไปพบกับหมอผีอีกท่านที่เก่งกล้าฝีมือมาก ซึ่งตอนหลังก็ทำสำเร็จลบล้างอาคมน้ำมนต์ออกไปได้หมดค่ะ
เด็กผู้หญิงคนนั้นเล่าให้อจ.หมอฟังอีกด้วยค่ะว่า คนที่เอาน้ำมนต์มาแอบป้ายตัวเองนั้นตอนหลังสืบจับได้ว่าเป็นลูกชายของลูกน้องคุณพ่อ ที่มาหลงชอบตัวเธอนั่นเอง (ซึ่งเราก็คาดการณ์ว่า คงจะโดนข้อหาหนักแน่ๆโทษฐานทำให้ลูกสาวของเจ้านายมีอาการแปลกๆแบบนี้)
----------------------------------------------------------------------------------------------
ที่เล่ามานี้ไม่ใช่เพื่อจะปลุกปั่นคนให้หลงงมงายนะคะ เพียงแต่อยากเล่าให้ฟังจากประสบการณ์ที่ได้ฟังมาว่าเรื่องแบบนี้ ความจริงมันมี เพียงแต่คนเราไม่สามารถรู้สึกได้ทั้งหมดเท่านั้น ของบางอย่าง มันไม่สามารถพิสูจน์กันทางวิทยาศาสตร์อันทันสมัยได้ ดูง่ายๆจาก case นี้ รักษาวิเคราะห์กันแทบตาย สุดท้ายหายได้ด้วยวิชาทางคุณไสย์