หมอทหาร กับ หมอ ต่างกันยังไงคะ?
posted on 15 Mar 2009 22:51 by aillinksเห็นช่วงนี้มีน้องๆหลายคนเขียนบลอคเกี่ยวกับสอบตรงแพทย์ เราเลยอยากมาพูดถึงเรื่องใกล้ตัวคือเรื่องของหมอๆ กันบ้าง (นานๆทีจะหาเอนทรี่ที่มีสาระกะเขาได้บ้างนะยะ-*-) แต่จะพูดถึงความต่างระหว่าง "หมอ" กับ "หมอทหาร" นะคะ
บทความนี้เขียนขึ้นโดยอ้างอิงจากบทความเดิมของพี่โตโต้ ซึ่งเป็นรุ่นพี่ในวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้าจากเวปเด็กดี มาเขียนรายละเอียดเพิ่มเติมหรือดัดแปลงอัพเดทข้อมูลใหม่ๆเข้าไปเพิ่มนะ คะ เพราะของเดิมเป็นช่วงที่พระมงกุฎยังใช้ระบบของนักเรียนแพทย์ทหารแบบเก่า อยู่ แต่ปัจจุบันนักเรียนแพทย์ทหารมีเพียง 20 คน อีก 80 คนเป็นนักศึกษาแพทย์ธรรมดาค่ะ ฉะนั้นรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆจึงต่างกันออกไป เลยมาขอ review เพิ่มเติมนะคะ ซึ่งหลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ใครจะเลือกว่าหนูจะเป็นอะไรดี หมอ หรือหมอทหาร หรือว่าอย่าไปเป็นมันเลย ทั้งคู่
ก่อนอื่นเรามาดูทางด้านหมอก่อนดีก่า พี่เชื่อว่าคงมีหลายๆคนนะที่อยากเข้าหมอแต่ก่อนอื่นต้องถามใจตัวเองก่อนว่า ที่อยากเข้าหมอน่ะเพราะอะไรหรอ.... ส่วนมากน่ะมักจะตอบแบบนางสาวไทยละ สิ \"หนูอยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ค่ะ\" ชัวร์เลย อันนั้นมันก็ความคิด ที่ดีค่ะน้องๆแต่ต้องดูว่ามันจริงแท้แค่ไหนเพราะพี่เห็นหลายคนตอนสัมภาษณ์ก็ อยากช่วยเพื่อนมนุษย์แต่พอต้องออกต่างจังหวัดตอนใช้ทุนก็เลยเปลี่ยนใจมาช่วย ตัวเองดีก่า หลายคนแล้วค่ะ
ส่วนพี่น่ะเหรอ เนื่องจากเกลียดวิชาคำนวนเข้าไส้แล้ว อาชีพอื่นก็ไม่รู้เลยว่าจบแล้วมันทำงานประเภทไหน ยังไง คือไม่เคยติดตามข่าวสารจากทางอื่นๆเหมือนกบในกะลายังงั้น กอปรกับชอบวิชาชีวะเป็นทุนเดิม แล้วก็สนใจและรักในวิชาชีพนี่อยู่แล้ว แล้วใครจะรู้ล่ะว่าจะเปลี่ยนใจหรือไม่ หรือว่าท้อใจไม่อยากรักษาคนไข้แล้ว ก็ต้องมาดูก่อนว่าน้องจะรับชีวิตอันแสน จะรำเค็ญของนักเรียนแพทย์ได้หรือเปล่า พี่จะเล่าให้ฟังแล้วน้องจะซึ้ง....
อันดับแรกน้องก็ต้องเก็บตัวฝึกซ้อมฝีมือ พร้อมกับอุทิศส่วนกุศลมากๆ เพื่อ
จะได้มั่วข้อสอบเอ็นท์ เอาให้มันติดหมอกะชาวบ้านเค้า นี่คือความเซ็งอันดับ 1 ..
.. ต่อมาปีหนึ่งในรั้วมหาลัย น้องก็จะต้องเรียน basic sci. หรือวิทยาศาสตร์นั่น
แหละ ทั้ง bio-chem., microbio., physic,
calaulus, และอีกมหาศาลราวๆ44-48หน่วยกิต
ทั้งๆที่มหาลัยส่วนมากเค้าให้เรียนไม่เกิน 42
หน่วย แต่เราคือยอดมนุษย์เราต้องทำได้น้อง
..พอปีสองความแกร่งและอึดที่สั่งสมมาหนึ่งปีจะได้เริ่มเอามาใช้ซะที ปีสองน้องจะได้เรียนอะไรๆหลายอย่างที่เกี่ยวกะร่างกายมนุษย์ที่เป็นปกติ ไม่
ว่าจะเป็นร่างกายที่มองด้วยตาเปล่า(anatomy)หรือว่าเรียนอาจารย์ใหญ่นั่น
แหละ ทุกส่วนในร่างกายหั่นออกมาดูหมด(ห้ามคิดว่าเหมือนดูหนังโป๊นะ)
เรียกว่าคลุกคลีกะศพอาจารย์ใหญ่ตลอด 1
ปีเต็ม แล้วยังมีพวกที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าต้องส่องกล้องดูด้วยเรียกว่า
histology
แล้วก็เรียนเคมีในร่างกายเรา เรียนว่าร่างกายหล่อๆสวยๆของเรานี้มันทำงาน
กันยังไงน๊อ... เค้าเรียกว่าวิชา
physiology แล้วน้องจะเข้าใจว่าที่เรามายืนหายใจปุ๊ดๆเนี่ยเราทำไปได้ยังไง
ที่นั่งอ่านข้อความอยู่เนี่ยมันเกิดขึ้นด้วยกลไกอะไร แล้วอีกอย่างเกือบลืม
ต้องเรียนว่าตอนเด็กฉันหน้าตาเป็นไงด้วย เค้าเรียกว่า embryology จบปีสอง
เหนื่อยจังเฮ้อ!!...
..พอปีสามน้องก็จะได้
ใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาเกี่ยวกับร่างกายปกติมาใช้กับร่างกายที่เป็นโรค
เวลาไม่สบายเป็นไงน๊อ.. เชื้อโรคคือใครหรอ..
แล้วก็เรียนเกี่ยวกะยาทำไมมันต้องไม่อร่อยด้วยละ
แล้วมันจัดการกะเชื้อโรคได้ไงเนี่ย... วิชายากๆทั้งนั้นเลย
เรียนกันแบบไม่ลืมหูลืมตา
(ไม่ได้หลับนะ) คนอื่นเรียนหมาลัยมีคาบว่างพวกนักเรียนแพทย์ไม่ค่อยจะมีกัน
หรอก คาบว่างทีนี่ยังกะขึ้นสวรรค์ ..อยากหยุดเวลาไว้จัง
แล้วพอปลายๆปีสามน้องก็จะเริ่มๆได้ถูกเนื้อต้องตัวคนไข้จริงๆ อาจารย์จะพา
ไปชม ไปพูดคุย คนไข้จะมองด้วยสายตาประดุจมองเทพเจ้า ส่วนเราก็จะคิดใน
ใจเอาวะ!!! ถึงจะโง่ก็ขอเก็กทำท่าหมอไว้ก่อน ไม่มีความรู้ก็ทำหน้าเหมือน
มีความรู้เข้าไว้ คนไข้เห็นแล้วศรัทธาโคตรๆ...จบปีสาม คราวนี้ล่ะได้แต่ง
ชุดหมอซะที!
..ขึ้นปี4 เริ่มทำ
งานกะคนไข้แล้ว เค้าเป็นอะไร
ป่วยเมื่อไหร่ เรียนที่ไหน คณะอะไร มีแฟนยัง... ซักประวัติมาให้หมด
เสร็จแล้วก็เอามาเทียบกะความรู้ที่เราเรียนมา แล้วเค้นมันออกมาว่าเค้า
เป็นโรคอะไรน๊า แต่ละวันตื่นมา
ต้องไปเยี่ยมค้นไข้ดูอาการเค้าก่อน ด้วยจิตใจที่คิดเสมอว่าจากกันไปทั้งคืน
หมออ่ะเป็นห่วงคุณแทบแย่นะเนี่ย จากนั้นก็ไปเรียนตั้งแต่เช้า เจ็ดโมง
จนบางวันโชคดีเลิกเรียนสี่โมงเย็น โชคดีเข้าไปอีกก็เลิกซักสามทุ่ม
โชคชั้นที่สองต้องเข้าห้องผ่าตัด ชมฝีมือผ่าตัดของอาจารย์ก็กดเข้าไปครึ่ง
คืนแล้วแต่โชคของแต่ละวันครับ
แล้วก็ต้องไปบ๊ายบายคนไข้ก่อนจะจากกันอีกหนึ่งคืน เสร็จแล้วก็ต้องอยู่เวร
ง่วงแสนง่วง รายงานก็ยังไม่เขียนต้องมาเข้าเวรก่อน เอาวะ!!...3วันอยู่เวร
ทีนึงไม่ตายหรอกหน่า ลงเวรเที่ยงคืนเองกลับหอมีเวลานอนตั้ง 5 ชั่วโมง
(ถือว่าเยอะแล้วนะ) สบายๆ พอถึงห้องหลับแผละ....กองอยู่บนเตียง ปี
4
ผ่านไปพร้อมกับความเข้าใจใหม่ๆที่ว่า คนไข้ป่วยได้ทุกวันไม่มีวันหยุดเรา
เป็นหมอเค้าป่วยก็รักษาจะมาหยุดได้ไง จริงอ๊ะป่าว หมอเลยไม่มีเสาร์ ไม่
มีอาทิตย์ ไม่มีวันหยุด ทำงานแบบ
7-11 จ่ายยาเสร็จต้องถามด้วยว่า รับซาลาเปาทานเพิ่มมั้ยค๊า...
อ่ะแต่ก็เอาว่ามาไกลละเปลี่ยนใจไม่ทันละนี่นา จบปี4ฉันตรวจร่างกายเป็น พอ
จะบอกได้ว่าคนไข้เป็นโรคอะไรน๊า.... เก่งโคตรๆอ่ะ ปิดเทอมซะ14วันได้
มั้ง ปิดทำไมก็ไม่รู้เนี่ย
..ขึ้นปี 5
ฉันรู้แล้วว่าเธอเป็นโรคอะไร..คราวนี้ฉันจะแสดงการรักษาแบบงูๆปลาๆให้ดู
(มีพี่ๆและอาจารย์คอยเป็นคนดูแลนะ เราสั่งการเองหมดไม่ได้นะ)
โอม.....เพี้ยง หายมั่งไม่หายมั่ง ตายมั่ง
รอดมั่ง เฮ้อ....ชีวิตชั่งอนิจจัง จนปลายปี
สอบรวมคราวนี้หล่ะวัดกันเลยใครจบ
ใครไม่จบ ยังกะย้อนเวลาไปสอบเอ็นท์อีกรอบนึงเลย...
คำตอบของคุณ....ถูกต้องคร๊าบ...จบเป็นหมอแน่นอนคราวนี้(ถ้าตอบผิดไม่ผ่านปี
หน้าเอาใหม่ได้)
..พอปี6
คราวนี้ใครๆเค้าก็เรียกเราว่าหมอเต็มปากแล้วเพราะเราต้องสั่งการเองแล้วก็
ให้พี่ๆที่เค้าจบแล้วหรืออาจารย์ช่วยดูให้อีกทีนึง กลางวันตรวจคนไข้ กลาง
คืนอยู่เวร นอนตอนไหนไม่มีใครบอกได้ อ่ะโห..พี่หมอคะ พี่หมอขา
เท่โคตรๆอ่ะ จบซะที 6 ปีอันแสนยาวนาน อ่อนล้า เหน็ดเหนื่อย
ท้อแท้ ล้วนเคยผ่านมาหมดแล้ว
ชีวิตนักเรียนแพทย์มันชั่งยากเย็นอะไรเช่นนี้
แต่น่าแปลกที่คนเก่งๆทั้งหลายต่างแก่งแย่งกันเข้ามาเรียน
เข้ามาแบกรับชีวิตของคนอื่นเค้าไว้ในมือ เพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะเขา
เหล่านั้นรักที่จะเป็นหมอน่ะสิคำตอบนี้แหละที่จะทำให้น้องหายเหนื่อย และ
ไม่เคยใฝ่หาการพักผ่อนเลยตราบเท่าที่คนไข้ในมือยังไม่หายป่วย ความสุขใจ
เมื่อได้เห็นคนไข้หายป่วยแล้วเดินกลับบ้านไปมันคือน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตน้อง
ให้ชุ่มฉ่ำอยู่เสมอ แต่ถ้าคำตอบของน้องคือที่ฉัน
มาเรียนหมอน่ะเพราะอนาคตฉันจะได้มีอาชีพที่มั่นคง มีคนนับหน้าถือตา คำตอบ
นี้เองที่จะทำให้น้องเรียนจบหมอโดยที่ไม่ได้เป็นหมอเลยแม้สักวินาทีเดียว
เรียนจบละ... ออกไปทำงานใช้ทุน
อยู่ต่างจังหวัดโชคดีก็ได้ที่สบาย อยู่ในเมือง
โชคร้ายหน่อยก็นู่น เข้าป่าเป็นหมอผีไป ทั้งอนามัยมีแต่
ยาแดงกะพารา รักษาใครได้มั่งก็ม่ายรู้ อยู่เวรคืนเว้นคืน นอนตอนไหนไม่
รู้ อยู่ๆตีสองตื่นมา คุณหมอหนูจะคลอด แล้วเราจะนอนต่อได้ไงล่ะเนี่ย
เอ้าทำคลอดกันไป นึกซะว่าฝันไปละกันนะ แล้วก็เป็นแบบนี้เรื่อยไปตลอด
ชีวิต...
จบเรื่องหมอ มาดูหมอทหารกันมั่ง
อัพ
เดทว่าตอนนี้นโยบายการรับนักศึกษาเข้าเรียนแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ
นักเรียนแพทย์ทหารสังกัดกองทัพบก รับเป็นชายล้วน 20 คน กับอีก 80
คนที่เหลือเป็นนักศึกษาแพทย์ เหมือนกับหมอในบทความด้านบนค่ะ
ก่อนอื่นเลยโรงเรียนทหารที่น้องอยากเข้ากันก็คือ
รร.นายร้อยตั้งแต่นายร้อย จปร(ของทัพบก)
โรงเรียนนายเรือ โรงเรียนนายเรืออากาศล่ะสิ แต่ขอบอกชาติไทยของน้องๆน่ะ
มีโรงเรียนอีกแห่งนะที่จบมาแล้วได้ยศว่าที่ร้อยตรีด้วย
เค้าคือ.....โรงเรียนของหมอทหารนั่นเอง
ที่นี่ในหลวง(ความจริงเค้าเรียกว่านายหลวงนะรู้อ๊ะป่าว)
ตั้งขึ้นมาเพราะพระองค์ทรงเห็นว่า เวลามีการรบทีไร
คนเจ็บคนตายเยอะแยะไปหมด เอาหมอที่อื่นซึ่งไม่เคยฝึกไม่เคยได้ยินแม้แต่
เสียงปืนไปช่วยรักษาในสนามรบ มีหวังหมอตายก่อน แล้วแบบนี้หมอที่ไหนเค้าจะ
ยอมไป รบกับใครก็แพ้
พระองค์ก็เลยดำริให้ตั้งโรงเรียนหมอทหารขึ้นมา เรียนหมอด้วย ฝึกทหาร
ด้วย ออกรบจะได้สู้เค้าได้ ไม่ถ่วงกองทัพ รอดตายกลับมา เรียน
6ปีเหมือนที่อื่นๆจบมาเป็นร้อยตรีเหมือน จปร.
เด๊ะๆ เค้าเรียกว่ากำเนิดจากโรงเรียนทหารชั้นนายร้อยเหมือนกัน
(แต่หล่อกว่า ขาวกว่า)
แถมที่นี่ยังรับผู้หญิงด้วยนะ แล้วเค้าทำไรกันมั่งหรอมาดูกันเลยดีก่า...
ก่อนอื่นเข้ามาปีหนึ่งก็ใช้ชีวิตแบบพลเรือนทั่วๆไปนะแหละ ผม
ยาว อ้วนเป็นหมู ใครใคร่อยากทำอะไรทำ ผ่านไปแสนสบาย
(แต่อย่าลืมว่าก็ต้องเรียนหนังสือหนักพอๆกับหมอที่อื่นเค้าเหมือนกันนะ)
ซึ่งปีแรก จะถูกส่งไปเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน (แถวๆ
central ลาดพร้าว) โดยเข้าเรียนร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์ของมก.เหมือนกัน
แต่มีบางวิชาที่ส่วนใหญ่พวกเราจะได้เรียนแยก Class
ออกมาเนื่องจากเนื้อหาและหลักสูตรไม่เหมือนกับคณะวิทยาฯ
..พอปีสองละครชีวิตก็เปลี่ยนไป ต้องเข้ารับการปรับสภาพจากพลเรือนมาเป็นทหาร
ตัดผมหัวเกรียน
แต่งตัวแบบนักโทษ แต่เวลาออกงานแต่ชุดเต็มยศโคตรหล่อเลย วันๆเอาแต่
ฝึก..ฝึก..ฝึก..นอน..ฝึก. เท่านั้นแหละ ราวๆ2-3เดือนได้
ไม่ได้กลับบ้าน นอนดึกตื่นเช้า ออกแรงทั้งวัน
เพื่อนๆปิดเทอมไปเที่ยวกัน แต่เราดันต้องมานอนตากฝนเฝ้าหลุมหลบระเบิด
ชีวิตรันทด บางคืนก็แอบร้องไห้คิดถึงแม่จัง ...
หนักขนาดไหนก็อธิบายไม่ได้ แต่น้องๆที่เคยเรียน รด. แล้วเคยไปเข้าค่ายรด.
ขอให้จินตนการตามเอาละกันว่า หนักกว่าไปเขาชนไก่ราวๆ 3,500
เท่าได้มั้ง คำสั่งของพี่ๆและคำสั่งของนายทหารนี่ยังกะเสียงสั่งจากสวรรค์
ไม่ทำไม่ได้ ถือเป็นความผิด
เฮ้อ..แม่เรายังไม่เคยทำกะเรางี๊เลยไอ้นี่มันใครเนี่ยมาสั่งเราทำนั่นทำนี่
อยู่ได้ วิดพื้นมั่ง วิ่งมั่ง ขัดส้วมมั่ง
และอีกสารพัดการทรมานร่างกายและจิตใจ
(แต่ไม่มีการทำร้ายแบบถูกเนื้อต้องตัวกันนะครับ เดี๋ยวนี้ทหารเค้าทันสมัย
แล้ว ไม่มีการเตะต่อยแล้วล่ะ น้องๆสบายใจได้)
สำหรับน้องๆผู้หญิงการฝึกก็จะเบากว่าน้องผู้ชายนะคะไม่ต้องตกใจกลัวจนไม่
กล้าเข้านะ
ไม่ถึงกับกล้ามขึ้นเป็นมัดหรอกรับรองได้ เพียงแต่ทำให้น้องมีหัวใจที่แกร่ง
ขึ้น เข้มแข็งขึ้นเท่านั้นเอง
เอาวะ!!ก็เลือกเข้ามาเองนี่นา ฝึกเป็นฝึก จากพลเรือน
เปลี่ยนมาเป็นทหารกะเค้าซะที ชีวิตนี้เพื่อชาติ ศาสน์
กษัตริย์และประชาชน ซึ้งจริงๆ แต่โคตรเหนื่อยเลย
จ้างซักล้านนึงยังไม่อยากกลับไปฝึกอีกรอบเลยจริงๆนะ
แถมยังต้องมาเรียนหมออีก แล้วชีวิตมันจะมีเวลาว่างมั้ยเนี่ย
อ้อ
แต่ตอนนี้การฝึกเขาปรับให้เบาลงเยอะแล้วนะ
ถ้าเทียบกับสมัยพี่โตโต้กับเราเอง สมัยพี่เขาถือว่าหนักมากจริงๆ
คือฝึกแบบนักเรียนนายร้อยของแท้เลย แต่สมัยเราก็เบาขึ้นมาก ยิ่งสมัย 2-3
ปีที่ผ่านมานี้เหมือนการออกกำลังกายเฉยๆเอ๊ง
ไม่ต้องไปกลัวนะคะว่าอะไรมันจะโหดปานนั้นวะ
..พอปี 3 คราว
นี้หัวใจมันเริ่มแกร่ง เป็นทหารเต็มตัวแล้วนี่... ถ่ายทอดวิทยายุทธให้
รุ่นน้องซะ จับน้องปี 2
มาฝึกนั่นเอง แล้วพอตอนปลายปี ก็ออกไปฝึกทหารเสนารักษ์
(ฝึกว่าเวลาไปรบจริงๆ หมอทำไรมั่ง
ทำไงถึงจะรอดตาย แล้วยังรักษาคนได้ด้วย เท่โคตรอ่ะ) แล้วก็ออกไปเรียน
กระโดดร่ม โดดลงมาจากเครื่องบินจริงๆเลย มันมากๆๆๆๆๆๆ
ได้ขึ้นชีนุคจริงๆก็คราวนี้แหละรับ
(ชีนุคคือเครื่องเฮลิคอบเตอร์ที่มีสองใบพัดอ่ะ เป็นฮ.ลำเลียง
ที่น้องๆเห็นในเกม
เจนเนอรอลน่ะแหละ ถ้าเคยเล่นนะ) กลับมาก็ติดร่มเท่ๆไว้ที่หน้าอก
ถึงหน้าไม่หล่อ
แต่พอดูรวมๆใส่เครื่องแบบซะหน่อยก็หล่อพอไปได้เนอะ.. ออกงานทีสาวกรี๊ด
สลบไปเป็นทาง
..พอปี 4
การฝึกก็เริ่มเบาลงหน่อย
ก็เพราะว่าหนูต้องดูแลคนไข้ จะมาฝึกมากมายเดี๋ยวตายกันพอดี
ปีนี้ก็เลยปล่อยๆ แต่ระเบียบคือระเบียบ
อาวุโสคืออาวุโส ใครไม่ทำตามระเบียบก็ต้องหลบๆซ่อนๆเอา
จับไม่ได้ก็สบายไป จับได้ก็ซวยโคตร ยังกะทำผิดแล้วโดนครูฝ่ายปกครองของ
รร. ม.ปลายตีก้น อะไรประมาณนั้น เพราะเราเป็นพี่แล้วนี่นา
ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี
พอปลายปีก็ออกไปทำงานวิจัยในชุมชน คล้ายๆกับปฏิบัติการจิตวิทยาทางทหาร
รวมกับการวิจัยทางการแพทย์ ด้วยนิดๆ ทำนองนั้น
..พอปี 5 ใกล้
จบละ ฉันเริ่มมีอำนาจแล้ว ต้องเป็นหัวหน้าควบคุมดูแลน้องๆ เป็นคนรักษา
กฎ ใครทำผิดกฎ
จับได้ก็ลงโทษกันไป อำนาจอยู่ในมือเราแล้วนี่นา แต่ก็ไม่ต้องมาฝึกอะไร
มากมายเพราะต้องเตรียมสอบก่อนจบเป็นหมอแล้วนี่ ฝึกมากเดี๋ยวเหนื่อยอ่าน
หนังสือไม่ไหว สอบตกกันหมดพอดี
..ปี 6พี่ใหญ่!!..คราว
นี้ เราใหญ่สุดในหอแล้ว สั่งซ้ายก็ซ้าย สั่งขวาก็ขวา น้องๆชั่งน่ารัก
เชื่องกันซะทุกคนเลย แต่พี่ๆปี 6
เค้าไม่ค่อยอยู่หอกันหรอก เพราะเค้าอยู่เวรกันจนแทบไม่ต้องหลับไม่ต้องนอน
กันละครับ กลับมาหอทีนึงแทบจำหน้าไม่ได้ นึกว่านายทหารที่ไหนซะอีก ก็ดาว
มันจะติดบ่าอยู่รอมร่อแล้วนี่นา
ก่อนจะจบเค้าก็จะฝึกทบทวนกันอีกครั้งว่าหมอเวลาออกรบน่ะทำไรมั่ง
เผื่อเจอของจริงจะได้ไม่ตาย เอาตัวเองและคนอื่นกลับมาด้วยนะครับหมอ... จบ
ซะที 6ปีอันแสนยาวนานและเหน็ดเหนื่อย
จบแล้วทั้งหมอและหมอทหาร ความจริงแล้วคำตอบไม่ได้อยู่ในสิ่งที่น้องๆอ่านมาหรอก คำตอบน่ะอยู่ในใจน้องเองมากกว่า จริงๆ
แล้วฉันอยากเป็นหมอหรอ....ไม่มีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์นะ อยู่เวรนะ
คนไข้เยอะนะ เงินเดือนน้อยนะ
ถ้าอยากได้เงินเยอะๆแปลว่าต้องขูดเงินจากคนที่เค้าไม่สบายนะ แถมบางทียัง
ต้องเจอพวกบ้าเรียนเห็นแก่ตัวด้วยจะทนอยู่ได้มั้ยเนี่ย ปิดเทอมก็น้อยกว่า
คนอื่นๆเค้านะ ฉันทำได้รึเปล่า ถ้าคำตอบคือได้
ก็ตั้งใจอ่านหนังสือ สละความสุขของตัวเองซะแล้วมาเป็นหมอที่ดีด้วยกัน
เสียสละมือของเราให้คนอื่นเค้าเอาชีวิตมาวางไว้ด้วยกัน(ฟังดูเท่ซะ...)
แต่ถ้าคิดว่าไม่ไหวก็หลืกทางให้คนที่เค้าน่าจะเป็นหมอที่ดีกว่าเราแต่เรียน
อ่อนกว่าเราเค้าเข้ามา เพราะหมอที่คนไข้อยากได้
คือหมอที่เป็นทั้งคนดีและเก่ง ไม่ใช่เครื่องรักษาโรคที่เก่งที่สุด
ไม่เชื่อลองถามตัวเองเวลาไม่สบายดูสิ
แล้วจะเป็นหมอทหารดีมั้ยล่ะ ชอบ
ทหารมั้ยเนี่ย ฝึกไหวรึเปล่า
ทนอยู่ในกฎระเบียบไหวมั้ยล่ะ ผมสั้นนะ เครื่องแบบเท่ก็จริงแต่ก็ต้องแลก
กับการห้ามใส่ชุดพลเรือนนะพร้อมจะแลกมั้ยล่ะ ปิดเทอมไม่ได้เที่ยวนะเพราะ
ต้องออกฝึกภาคสนามแทน เวลาเค้ารบกันถ้าถูกสั่งให้ไปก็ต้องไปนะ
ถ้าไม่ไปมีทางเดียวลาออก ไม่งั้นก็ถือว่าหนีทหารติดคุกแทน
แต่เวลาไปไหนมาไหนก็เบ่งได้นิดหน่อยตามแบบข้าราชการไทยเค้าน่ะ พร้อมจะแลก
มั้ยล่ะ เครื่องแบบเท่ๆ สวัสดิการสุดเลิศ ยศฐาบรรดาศักดิ์
แลกกับชีวิตอิสระของพลเรือน
ถ้าคำตอบคือพร้อมจะแลก ก็เข้ามา...หมอทหารไม่ได้ลำบากอย่างที่คิด เป็น
โรงเรียนนายร้อยที่สบายที่สุดเมื่อเทียบกับโรงเรียนนายร้อย จปร. นายเรือ
นายเรืออากาศ และนายร้อยตำรวจ นายร้อยหมอสบายสุดแล้ว
เราฝึกไม่หนักเท่าเค้าเพราะเราเรียนหนักกว่าเค้า สำหรับน้องที่พร้อม
ยังไงๆก็ไหวค่ะ ขอแค่ใจสู้ พร้อมที่จะฟันฝ่าอุปสรรคไป
แต่สำหรับคนที่ไม่มีใจ พี่ว่ามันก็ไม่คุ้มหรอกค่ะ